No products in the cart.
Menu

immhee

This page is about food especially Thai food. We review all delicious food we have eaten. We also publish recipes that we invent or try via this page เพจนี้เกิดจากความสุขเล็กๆน้อยๆของเรา ที่มาจากการเดินทาง เสาะหาของอร่อยท้องถิ่นริมทาง ประกอบกับการที่เราเชื่อว่าอาหารที่ดี เป็นส่วนหนึ่งของคุณภาพชีวิตที่ดี และความสุขอย่างหนึ่งของเราคือการได้กลับบ้าน ล้อมวงทานมื้อเย็นหน้าทีวีกับคนในครอบครัว ทำให้เราเริ่มต้นทำกับข้าวทานเองบ้าง ผูกปิ่นโตไปทานกับเพื่อนๆที่ออฟฟิศบ้าง ทำอาหารไปแชร์ในงานเลี้ยงตามประสาเพื่อนๆกันบ้าง มีเพื่อนๆหลายคนได้สอบถามสูตรอาหารเข้ามา แต่เนื่องจากว่าเราทำอาหารกันแบบทำไปชิมไปปรุงไปจนรสชาติถูกใจ จึงไม่ได้มีสูตรอาหารแน่นอนตายตัว แต่เราจะพยายามแนะนำสูตรที่ใกล้เคียงกับการทำอาหารจริงๆพร้อมแชร์เคล็ดลับเล็กๆน้อยๆให้เพื่อนๆที่สนใจด้วย ส่วนผสมและกรรมวิธีในการทำไม่ยุ่งยาก เหมาะกับเพื่อนๆที่เริ่มต้นทำกับข้าว อยู่คอนโด หรือหอพัก แค่มีอุปกรณ์การทำครัวไม่กี่ชิ้นและมีใจรักในการทำอาหาร ก็สามารถทำกับข้าวได้หลากหลาย และรสชาติถูกใจ

สเต็กขาแกะ

ขาแกะเป็นอาหารที่ราคาแพงเมื่อเราทานที่ร้าน แต่ถ้าทำเองได้จะราคาถูกลงอย่างมาก

วันนี้อิ่มหมีได้ขาแกะมาจากฟู้ดแลนด์เลยนำมาทำสเต็กขาแกะแบบง่ายๆไม่ยุ่งยาก และอร่อยไม่แพ้ทานที่ร้านเลยค่ะ

วันนี้ไม่มีรูปถ่ายแต่เพื่อนๆสามารถติดตามได้ทางช่องของอิ่มหมีได้เลยจ้า

เครื่องปรุง

  1. ขาแกะ
  2. เกลือ
  3. ผงออล์สไปซ์
  4. ใบไทม์ สดหรือแห้งแล้วแต่หาได้
  5. โรสแมรี่ สดหรือแห้งแล้วแต่หาได้
  6. พาสลีย์สับ
  7. น้ำมันมะกอก

วิธีทำ

นำขาแกะมาหมักกับเครื่องปรุงทั้งหมดและน้ำมันมะกอกเล็กน้อยทิ้งไว้สัก 30 นาทีแล้วนำไปย่างบนกระทะ

หากมีผักเครื่องเคียงอื่นๆเช่น หน่อไม้ฝรั่ง เห็ดสามารถนำไปคลุกกับเครื่องหมักแกะแล้วย่างบนเตานำมาทานคู่กันได้เลยค่ะ สำหรับสลัดที่ทานคู่กันอาจใช้น้ำสลัดบาซาลมิกทานคู่กับมะเขือเทศและผัดสลัดอื่นๆจะตัดความมันของสเต็กได้เป็นอย่างดี

 

ขอให้สนุกกับการทำอาหารนะคะ ^^

แบคแพค ฝรั่งเศส-สวิส-อิตาลี 2014 ตอนที่ 5/15

ตอนที่ 5/15 สวิสเซอร์แลนด์

วันที่ 5 ของการเดินทาง วันนี้เป็นวันที่รู้สึกตื่นเต้นมากๆเพราะที่หมายถัดไปคืออินเทอร์ลาเคน (Interlaken) ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ เมืองเล็กๆที่ๆเป็นจุดบรรจบของทะเลสาบสองสายคือ Brienz และ Thun เราสามารถขึ้นเทือกเขาแอลป์ไปยังยอดเขาต่างๆที่มีชื่อเสียงโดยเฉพาะ Jungfrau ซึ่งเป็นจุดสูงสุดในยุโรป และที่นี่ยังได้ชื่อว่าเป็นสวิสเซอร์แลนด์ที่แท้จริง

อินเทอร์ลาเคน23

จากปารีสเราตื่นแต่เช้าตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างเพื่อนั่งแท็กซี่ไปยังสถานี Gare de Lyon และนั่งรถไฟมุ่งหน้าไปสถานี Interlaken West ที่หมายถัดไป รถไฟออกจากปารีสเวลาเจ็ดโมงเศษๆ และถึงอินเทอร์ลาเค่นเวลาบ่ายโมงโดยประมาณ

วิวข้างทางมองจากรถไฟ

อินเทอร์ลาเคน2

หลังจากที่เช็คอินที่โรงแรมเรียบร้อยแล้ว ตามแผนของเราวันนี้คือการล่องเรือในทะเลสาบซึ่งเป็นโปรแกรมที่ตั้งใจมากๆว่าจะต้องไม่พลาด

 

อาคารในเมืองอินเทอร์ลาเคน

อินเทอร์ลาเคน3

ส่วนหย่อมญี่ปุ่นในอินเือร์ลาเคนสวยงามมาก

อินเทอร์ลาเคน5
อย่างที่บอกไปว่าที่นี่เป็นจุดบรรจบระหว่างทะเลสาบสองสายซึ่งมีความแตกต่างกัน ทะเลสาบ Thun มีระยะทางไกลกว่า Brienz เล็กน้อย ทิวทัศน์โดยรอบนอกจากจะมีธรรมชาติที่สวยงามแล้วยังมีปราสาทสวยงามตั้งอยู่ริมทะเลสาบซึ่งสามารถแวะเข้าชมได้ค่ะ สำหรับทะเลสาบ Brienz ได้ชื่อว่าเป็นทะเลสาบที่ใสมีสีเทอควอยล้อมรอบด้วยทิวทัศน์ทางธรรมชาติที่สวยงามเหนือคำบรรยาย

 

สีเทอควอยของทะเลสาบ Brienzอินเทอร์ลาเคน11

จากที่พักเพื่อไปล่องเรือที่ทะเลสาบ Brienz เราต้องไปซื้อตั๋วและขึ้นเรือที่บริเวณ Interlaken Ost ทางทิศตะวันออกของ Interlaken เดินผ่าน City center ที่น่ารัก

เดินเล่นไปในเมือง คนที่นี่ชอบวางกระถางดอกไม้สวยๆประดับประดาไว้หน้าบ้าน

อินเทอร์ลาเคน6

 

อินเทอร์ลาเคน4

มีฉากหลังเป็นยอดภูเขาน้ำแข็ง อากาศกำลังเย็นสบายและดูปลอดภัย จะเรียกว่าเป็นสวรรค์บนดินก็คงไม่ผิดนัก ระหว่างรอขึ้นเรือเรามีโอกาสได้สำรวจและเก็บภาพวิวทิวทัศน์บริเวณรอบๆ ตื่นเต้นกับทุกๆสิ่งที่ได้เห็น และแอบเห็นป้ายทางขึ้นไป Harder Kulm ซึ่งเราจะขึ้นไปเที่ยวกันในวันถัดไปด้วย

 

สวนสาธารณะในเมือง

อินเทอร์ลาเคน13

เรือ Brienz Cruise ที่จะพาเราไปเที่ยวในวันนี้มีราคาตั๋วสองแบบคือชั้น 1 ได้ที่นั่งอยู่ชั้นบนของเรือ ราคาจะสูงกว่าชั้น 2 ซึ่งอยู่ชั้นล่างเกือบเท่าตัว นอกจากจะชมวิวได้แบบ Open air แล้ว เราสามารถนั่งภายในหลบลมหนาวจิบกาแฟและชมวิวผ่านหน้าต่างเรือได้เช่นกัน

 

เดี๋ยวเราจะได้นั่งเรือแบบนี้ล่องทะเลสาบกันนะ

อินเทอร์ลาเคน8

เดินเล่นระหว่างรอเรือ

อินเทอร์ลาเคน14เรือออกแล้ววววว เห็นฟ้าใสๆอากาศปลอดโปร่งแบบนี้นี่คือหนาวนะคะ

อินเทอร์ลาเคน15

 

มองจากบนเรือ

อินเทอร์ลาเคน18

ปราสาทริมทะเลสาบ

อินเทอร์ลาเคน20

อินเทอร์ลาเคน19

ยามเย็น ณ อินเทอร์ลาเคนสวยงามที่สุด

อินเทอร์ลาเคน17

 

การล่องเรือวันนี้จบที่ท่า Brienz ซึ่งเป็นท่าเรืองของเมือง Brienz ซึ่งนอกจากจะเดินชมความน่ารักของเมืองได้แล้วยังมีพิพิธภัณฑ์บ้านของสวิสเซอร์แลนด์ให้เข้าชมได้แต่เนื่องจากกว่าเราจะไปถึงก็เย็นมากแล้วจึงใช้เวลาส่วนใหญ่ในการเดินเล่นชมเมือง

ยามเย็นที่เมือง Brienz

อินเทอร์ลาเคน25

 

เป็ดหัวเขียวในทะเลสาบ

อินเทอร์ลาเคน9

อินเทอร์ลาเคน26

 

เรากลับมาพักผ่อนเพื่อเตรียมตัวไปชมวิวทิวทัศน์ในมุมสูงเหนืออินเทอร์ลาเคน ทานอาหารในบรรยากาศที่สวยงามล้อมรอบด้วยขุนเขาบน Harder Kulm ในวันถัดไป

 

อิ่มหมีขอส่งท้ายวิวสวยๆจากอินเทอร์ลาเคนด้วยภาพทะเลสาบและภูเขาน้ำแข็งภาพนี้นะคะ

 

อินเทอร์ลาเคน1

 

แล้วติดตามชมท่องเที่ยวบน Harder Kulm และทานอาหารวิวสูงได้ในลำดับถัดไปนะคะ สวัสดีค่ะ

แบคแพค ฝรั่งเศส-สวิส-อิตาลี 2014 ตอนที่ 4/15

ตอนที่ 4/15 ปารีส

เข้าสู่วันสุดท้ายในปารีส วันนี้เราจะไปพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์อีกครั้งหลังจากที่ได้ไปชมผลงานสำคัญบางชิ้นที่อยากดูจริงๆก่อนในคืนแรกที่มาถึง

 

ปารีส1

ด้านล่างของลูฟวร์เป็นรูปปิรามิดกลับหัว

 

เราไปถึงหลังเวลาเปิดพิพิธภัณฑ์เกือบๆหนึ่งชั่วโมงซึ่งคนที่ต่อคิวรอเข้าก็ยาวพอดูแล้วค่ะ สำหรับคนที่มี Paris Museum Pass สามารถต่อคิวเข้าแถวตรวจ Security ได้เลยโดยที่ไม่ต้องต่อคิวซื้อตั๋ว หรือถ้าใครอยากจะรู้ประวัติความเป็นมาของงานศิลปะสำคัญๆภายในนั้นก็สามารถยืม Audio Guide มาได้ค่ะ

ปารีส18

พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์เป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ศิลปะที่ใหญ่ที่และเก่าแก่สุดในโลกและมีผู้เข้าชมต่อปีเป็นจำนวนมากที่สุดคือกว่าแปดล้านคนต่อปี ที่นี่เป็นจุดหมายสำคัญของนักท่องเที่ยวแทบทุกคนที่ได้ไปเยือนปารีส ลูฟวร์มีประวัติความเป็นมาอันยาวนานโดยแรกเริ่มถูกสร้างในยุคของ Philippe Auguste เมื่อประมาณแปดร้อยกว่าปีมาแล้วเพื่อใช้เป็นป้อมปราการที่รู้จักกันในชื่อ Louvre บางส่วนของโครงสร้างในยุคนั้้นยังคงอยู่และสามารถไปชมได้ที่ชั้นล่างซึ่งเปิดให้ชมฐานรากของพิพิธภัณฑ์

ปารีส13

รากฐานของพิพิธภัณฑ์

ลูฟวร์ถูกเปลี่ยนแปลงแก้ไขมาเรื่อยๆจนในปี 1364 ได้เริ่มเปลี่ยนแปลงความสำคัญของมันเป็นพระราชวัง และในปี 1793 ได้เปิดให้เข้าชมผลงานศิลปะซึ่งมีมากกว่า 35,000ชิ้น ที่อย่างที่เคยเล่าไปก่อนหน้านี้ว่าหลายๆงานศิลปะที่นี่มีความสำคัญและทรงคุณค่าต่อมวลมนุษยชาติ

ปารีส2

The Great Sphinx แกะสลักจาก Pink granite

หลายชิ้นเป็นผลงานก่อนยุคประวัติศาสตร์ แสดงอารยธรรมของมนุษย์ยุคต่างๆเช่น รูปแกะสลักยุคเมโสโปเตเมีย เครื่องใช้ ทองคำ มัมมี่ รูปบูชาหรือโลงศพอียิปต์ กรีก โรมันจนถึงศตวรรษที่ 19

ปารีส4

The Seated Scribe

 

ปารีส3

โลงศพ

หลังจากที่ได้เดินดู collection ต่างๆที่ถูกรวบรวมไว้ที่นี่ก็แอบเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ที่ปราสาทเขาพนมรุ้งบ้านเราที่ถูกโจรกรรมไปแล้วไปตั้งโชว์ในชิคาโก สหรัฐอเมริกาแต่โชคดีที่สุดท้ายเราก็สามารถนำกลับมาคืนที่เดิมได้ ก็แอบนินทาฝรั่งเศสในใจนิดนึงว่านอกจากจะแสดงผลงานสำคัญๆในโลกแล้วยังบอกถึงความสามารถในการนำเอาสมบัติชาติของที่อื่นมาเก็บรักษาไว้ด้วย(ล้อเล่นนะ แหะๆ)

สำหรับผลงานสำคัญที่ตั้งใจจะไปดูให้ได้ที่พิพิธภัณฑ์นี้ก็คือ

รูปสลักเทพีแห่งชัยชนะที่ไร้ศรีษะแต่ยังคงความงามแข็งแกร่งและพริ้วไหวและชวนให้จินตนาการถึงหน้าตาที่แท้จริงของนาง

ปารีส6

เทพี่แห่งชัยชนะ มาสเตอร์พีชชิ้นนี้เป็นสิ่งที่ประทับใจที่สุดเพราะสวยงาม แข็งแกร่งและพริ้วไหวมากจริงๆ มีชื่อว่า The Winged Victory of Samothrace
ภาพเขียน Mona Lisa ของลีโอนาร์โด ดาวินชีผู้ซึ่งเป็นเจ้าของรอยยิ้มปริศนา เขาใช้เวลากว่าห้าปีในการวาดและยังไม่แน่ชัดว่าวาดเสร็จแล้วหรือไม่ จนเป็นที่พูดถึงว่าเขาหวงแหนรูปนี้มากจนนำติดตัวไปไหนมาได้ด้วยและนำมาฝรั่งเศสก่อนที่เขาจะเสียชีวิต

ปารีส10

Portrait of Lisa Gherardini หรือที่รู้จักกันในชื่อ Mona Lisa ผู้ซึ่งเป็นเจ้าของรอยยิ้มปริศนา เขาใช้เวลากว่าห้าปีในการวาดและยังไม่แน่ชัดว่าวาดเสร็จแล้วหรือไม่ จนเป็นที่พูดถึงว่าเขาหวงแหนรูปนี้มากจนนำมาฝรั่งเศสก่อนที่เขาจะเสียชีวิต

The Virgin of the rocks อีกผลงานของลีโอนาร์โด ดาวินชี ซึ่งถูกกล่าวถึงในหนังสือเรื่อง Da Vinci Code ที่เป็นที่พูดถึงกันถึงนัยยะที่ดาวินชีต้องการจะสื่อผ่านรูปภาพ รูปนี้เป็นรูปของพระแม่มารีโอบพระเยซูคริสต์ครั้งเป็นทารกโดยชูมือในลักษณะป้องกันเหนือเซนต์จอห์นที่ทำนิ้วคล้ายจะสั่งสอนพระเยซูคริสต์ที่มีท่าทีอ่อนน้อม เซนต์แอนน์นั่งเคียงข้างเซนต์จอห์นและชี้นิ้วไปยังพระเยซู ภาพนี้ไม่ได้ถูกส่งไปยังผู้ว่าจ้างของดาวินชี แต่เขาเพ้นท์รูปนี้ในอีกเวอร์ชั่นหนึ่งแทนซึ่งมีความอ่อนโยนกว่า ปัจจุบันรูปใหม่นั้นถูกจัดแสดงอยู่ที่ลอนดอน

ปารีส9

 

Eros and Psyche รูปนี้เป็นรูปของ Psyche ที่กำลังหลับลึกอยู่และตื่นขึ้นด้วยจุมพิสของ Eros

ปารีส8

 

ปารีส17
หลังคาในโถงส่วนท้ายของพิพิธภัณฑ์

ออกมาเดินเล่นด้านนอกของลูฟว์

ปารีส18

หลังจากนั้นเดินชมศิลปะกันอย่างเต็มที่ที่เมื่อยพอสมควร เราก็เดินไปนั่งทานมองต์บลังค์และช็อกโกแลตร้อนจากร้านอองเชลิน่า (Angelina) ที่อยู่ไม่ไกลนัก

ปารีส27

 

ปารีส19

ร้านนี้ได้ชื่อว่ามีมองต์บลังค์ที่อร่อยที่สุดแห่งหนึ่งในโลก และช็อกโกแลตร้อนที่เข้มข้นหอมมันจริงๆค่ะ

ปารีส23

ปารีส24

ปารีส25

ส่วนใครที่มาฝรั่งเศสและอยากลองทานมาการงจากประเทศต้นตำรับ ร้านที่อยากแนะนำให้ลองไปชิมนั่นก็คือ Pierre Herme’ ซึ่งมีอยู่หลายสาขาในปารีสซึ่งโดยส่วนตัวรู้สึกว่าเป็นมาการงที่อร่อยที่สุดเท่าที่เคยทานมาค่ะ

 

ปารีส22

 

ขนมหลากหลายอื่นๆให้เลือกชิม

ปารีส26

เนื่องจากวันนี้เป็นวันสุดท้ายในปารีสเราจึงออมแรงไว้สำหรับการเดินทางในวันรุ่งขึ้น ช่วงบ่ายจึงเป็นการเดินช้อปปิ้งที่ห้างลาฟาแยต และทานอาหารฝรั่งเศสในร้าน Chartier

ซึ่งเมื่อมาถึงฝรั่งเศสแล้วสิ่งที่ไม่ควรพลาดนั่นก็คือการทานหอยทาก (Escargot)

ปารีส32

ที่มาในจานหลุมคล้ายหม้อขนมครกและอุปกรณ์สำหรับคีบหอยทาก

ปารีส33

 

แกะย่าง

ปารีส36

ปารีส34

สปาเก็ตตี้

ปารีส37

 

อาหารในร้านนี้เรียกได้ว่าอร่อยทุกอย่างซึ่งแน่นอนว่าจะต้องทานอีกแน่ๆหากมีโอกาสได้มาเที่ยวปารีสในครั้งต่อไป
สำหรับทริปต่อไปเราจะไปเยือนสวิสเซอร์แลนด์ ประเทศที่สร้างความประทับใจอย่างมากให้แก่พวกเรา 🙂

-จบตอนที่ 4/15-

ข้าวมันปลากระพง

ตามคำสัญญา วันนี้อิ่มหมีภูมิใจนำเสนอข้าวมันปลากระพงซึ่งเป็นเมนูที่อิ่มหมีคิดขึ้นมาเองระหว่างเดินทางกลับบ้านและท้องเริ่มหิวก็จะมีไอเดียบรรเจิดอยากทานนู้นนี่ขึ้นมา เจ้าเมนูนี้คิดเอาเองว่าหากจับนี่นิดผสมนั่นอีกหน่อยแล้วมันต้องอร่อยแน่ๆ ซึ่งเมื่อทำเสร็จแล้วลองชิมดูก็ถูกอกถูกใจกันมากๆ  จริงๆแล้วอิ่มหมีไม่ชอบทานปลาตั้งแต่เด็กเพราะรู้สึกมาตลอดว่ามีกลิ่นคาว ดังนั้นพอนำปลากระพงมาปรุงอาหารเองจะต้องพิถีพิถันสุดๆเพื่อไม่ให้มีความคาวเลยแม้แต่น้อย เพราะไม่งั้นทำทานแล้วต้องทิ้งจะเสียดายของมากค่ะ

ข้าวมันปลา

ก่อนอื่น เมนูนี้เราต้องการปลากระพงที่มีคุณภาพดีเพราะไฮไลท์สำคัญอยู่ที่เนื้อปลากระพง เนื้อปลาที่อิ่มหมีเลือกวันนี้เป็นปลากระพงสดแบบแล่เป็นก้อนใหญ่ๆ แล้วนำมาสไลด์เองที่บ้าน ไม่ควรใช้ปลากระพงที่แช่แข็งมาเพราะเนื้อจะไม่ดีเท่าและก็จะมีกลิ่นคาวมากกว่า

พื้นฐานในการนำเนื้อสัตว์มาทำอาหารคือห้ามนำมาให้ความร้อนในขณะที่เนื้อยังเย็นเป็นน้ำแข็งอยู่เพราะจะทำให้ได้เนื้อที่กระด้างและการที่เนื้อยังเย็นจัดหากนำไปลวกหรือนึ่งจะทำให้อุณหภูมิของการปรุงลดลง ก็จะทำให้มีกลิ่นคาวอีกด้วย ยิ่งถ้าเป็นปลาแล้วเนื้อจะเละง่ายถ้าใช้ความร้อนไม่เหมาะสม

สิ่งสำคัญอีกประการในการทำอาหารที่อิ่มหมียึดถือคือ Less is more หมายถึงว่าเมื่อเราเลือกเครื่องปรุงที่มีคุณภาพดี สด สะอาดมาทำแล้ว เราไม่จำเป็นต้องปรุงหรือหมักอะไรมากเกินไป แต่ควรจะสนุกสนานกับรสชาติแท้ๆของมันให้มากกว่า ดังนั้นเคล็ดลับของจานนี้คือเนื้อปลาที่ใช้ต้องสดและดีค่ะ

โม้มายาวมาก มาเข้าสู่เครื่องปรุงและวิธีทำกันเลยดีกว่า

……………………………………………………………………………….

เครื่องปรุงข้าวมัน

  1. ข้าวหอมมะลิกลางปี 2 ถ้วย
  2. น้ำซุปไก่ 3 ถ้วย
  3. ขิงแก่ทุบ 1 แง่ง
  4. น้ำมันพืช 1 1/2 ช้อนโต๊ะ
  5. เกลือป่น และน้ำตาลเล็กน้อย

วิธีทำข้าวมันอย่างง่าย (แบบไม่ต้องนำข้าวไปผัดก่อน)

ซาวข้าวให้สะอาด เติมน้ำซุป ขิงแก่ น้ำมันพืช เกลือป่นและน้ำตาลเล็กน้อย คนให้เข้ากันและกดหุงตามปกติ เมื่อข้าวสุกแล้วให้ใช้ทัพพีไม้ตะกุยข้าวอย่างเบามือเพื่อให้ข้าวเรียงเมล็ด ปิดฝาหม้อทิ้งไว้รอตักใส่จาน

…………………………………………………………………………………..

เครื่องปรุงเครื่องปลากระพง

  1. เนื้อปลากระพงสด  6-7 ขีด ล้างน้ำเกลือและน้ำธรรมดาปิดท้าย ซับให้แห้ง นำมาหั่นชิ้นพอดีคำ
  2. สามเกลอ (กระเทียม รากผักชี พริกไทยโขลกละเอียดเข้ากัน) 2 ช้อนโต๊ะพูน
  3. คึ่นไช่ 3-4 ต้น
  4. เกลือป่นเล็กน้อย
  5. ต้นหอม ผักชี
  6. เต้าเจี้ยว  2 ช้อนโต๊ะ
  7. พริกขี้หนูสับ 1 ช้อนโต๊ะ
  8. น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ
  9. มะนาว 1 ช้อนโต๊ะ
  10. น้ำมันพืช
  11. น้ำซุปไก่
  12. ตั้งไฉ่ (แล้วแต่ชอบ ถ้าไม่ใส่ก็ไม่เป็นไร)

ข้าวมันปลา_2

วิธีทำ

  1. ตั้งน้ำมันไฟปานกลาง นำสามเกลอลงไปเจียวจนหอม ตักใส่ถ้วยพักไว้
  2. ตั้งหม้อนึงด้วยไฟปานกลางรอไว้
  3. เนื้อปลากระพงสดที่หั่นเตรียมไว้นำมาโรยเกลือและน้ำมันเจียวสามเกลอ นำไปวางบนตะแกรงนึ่งที่มีคึ่นไช่รองไว้  นึ่งประมาณ 7-8 นาที ในหม้อนึ่งที่น้ำเดือดจัด
  4. ระหว่างที่รอนึ่งก็หันมาทำซอสเต้าเจี้ยวด้วยการผสม เต้าเจี้ยว พริก มะนาวลงไปคนให้เข้ากัน
  5. เมื่อปลาสุกดีแล้วจัดเสิร์ฟด้วยการตักข้าวใส่ถ้วย โรยน้ำจิ้มเต้าเจี้ยวเล็กน้อย สามเกลอเจียว ตั้งไฉ่ วางทับด้วยเนื้อปลากระพง ต้นหอมผักชีซอย ราดน้ำซุปไก่เพิ่มเล็กน้อยเพื่อไม่ให้ข้าวแห้งเกินไปพร้อมอร่อยได้ทันทีค่ะ

ขอให้สนุกกับการทำอาหารนะคะ

ข้าวมันปลา_1

กระเพราทะเลเดือด

อิ่มหมีกลับจากบ้านต่างจังหวัดที่สมุทรสงคราม ระหว่างทางชอบแวะไปซื้ออาหารทะเลสดๆจากตลาดทะเลไทยกลับมาด้วย คราวนี้ตั้งใจอยากทำผัดกระเพราแซ่บๆ และด้วยความที่ชอบทานหอยก็เลยเน้นไปที่หอยมากหน่อย อิอิ  แต่หากเพื่อนๆชอบอาหารทะเลอื่นๆเช่นกรรเชียงปู หมึก ปลาก็สามารถนำมาผัดได้เช่นกันค่ะ  มาดูวิธีทำกันเลยนะคะ

กระเพราะทะเลเดือด1

เครื่องปรุง

  1. อาหารทะเลที่ชอบ เช่นเนื้อปู กุ้ง หอย ปลา หมึก
  2. ใบกระเพราแดง 1 กำมือ
  3. พริกขี้หนูสวน
  4. กระเทียม
  5. ซอยหอยนางรม
  6. น้ำปลา
  7. น้ำตาลทรายเล็กน้อย
  8. น้ำมันพืช
  9. น้ำเปล่าเล็กน้อย
  10. ใบมะกรูด พริกเหลืองหั่นสำหรับตกแต่ง

 

วิธีทำ

  1. เตรียมอาหารทะเลไว้ให้พร้อม หากมีหอยแมลงภู่สดให้นำหอยไปแช่ในน้ำผสมเกลือและปล่อยให้แช่ในน้ำนิ่งสักชั่วโมงนึงเพื่อให้หอยคายสิ่งสกปรกออกมาแล้วแกะเอาฝาออกด้านหนึ่ง  กุ้งแกะเปลือกและผ่าหลัง หอยนางรมและปลาสดลวกพักไว้ก่อนค่ะ

กระเพราทะเลเดือด2

  1. กระเทียมและพริกขี้หนูตำให้แหลกเข้ากัน นำไปผัดในน้ำมันพืชเล็กน้อยจนหอม
  2. ใส่ซอสหอย น้ำปลา น้ำตาลลงไป ใส่น้ำเล็กน้อยถ้าผัดไปแล้วน้ำเริ่มแห้ง หากมีน้ำพริกเผาสามารถในได้เพื่อเพิ่มความเข้มข้น ชิมรสให้ได้ตามชอบใจ
  3. นำอาหารทะเลลงไปผัดให้เข้ากัน อย่าผัดนานเกินไปเพราะจะทำให้อาหารทะเลกระด้าง เสียรสชาติค่ะ
  4. ใส่ใบกระเพรา ใบมะหรูดและพริกเหลืองเป็นลำดับสุดท้าย ผัดไวๆให้ทั่วแล้วตักเสิร์ฟ

 

รับชมคลิปทำผัดกระเพราทะเลเดือดได้เลยจ้า

 

ขอให้สนุกกับการทำอาหารนะคะ ^^

ไข่เจียวนุ่มฟูแบบไม่อมน้ำมัน By อิ่มหมี

หลังจากที่ลองผิดลองถูกกับไข่เจียวหลายแบบในที่สุดอิ่มหมีก็ขอมาลงเอยกับเจ้าไข่เจียวนุ่มฟูที่หน้าตาคล้ายๆ bun ที่แตกต่างตรงที่มันไม่อมน้ำมันและหนานุ่มมาก เมื่อตัดออกมาทานจะคล้ายๆกับเนื้อขนมปังเลยทีเดียว

ส่วนผสมแสนจะพื้นๆ แต่ถ้าจะทำได้ต้องมีเคล็ดลับที่อิ่มหมีขอแชร์แบบไม่มีกั๊ก มาดูกันเลยค่ะ

 

Moldiv_1456059836124

 

เครื่องปรุง

  1. ไข่ไก่ 4 ฟอง
  2. น้ำปลา
  3. พริกไทยเล็กน้อย
  4. เนื้อปู กุ้งสับ หรือหมูสับ
  5. น้ำมันพืช

อุปกรณ์ที่ต้องเตรียม

  1. หม้อ
  2. กระบวยใหญ่ ถ้าหาขนาดประมาณร้านก๋วยเตี๋ยวได้ยิ่งดี
  3. ตะเกียบหรือส้อม

วิธีทำ

  1. ตั้งหม้อไฟแรง เติมน้ำมันพืชลงไปให้กะว่าถ้านำกระบวยลงไปแช่น้ำมันจะต้องท่วมกระบวย ระหว่างนั้นตีไข่และส่วนผสมที่เหลือเข้าด้วยกัน ไม่ต้องตีเยอะกะแค่พอให้ผสมกันทั่วๆ
  2. พอน้ำมันร้อนจัด เทไข่ที่ตีลงในกระบวยและจุ่มกระบวยลงในน้ำมันให้มิด ใช้ตะเกียบหรือส้อมคนในกระบวยให้ไข่สุก พอไข่เริ่มเซ็ตตัวจึงหยุดคน แช่ไว้สักพักจนผิวเริ่มเกรียม ค่อยๆใช้ช้อนหรือตะเกียบแซะเบาๆให้ไข่หลุดจากกระบวย
  3. พลิกไข่อีกด้านลงทอดให้สุกและสีสม่ำเสมอทั่วถึง ตักขึ้นสะเด็ดน้ำมันและเสิร์ฟพร้อมซอสพริกศรีราชา หรือซอสพริกแดงทั่วไปก็ได้ค่ะ

Moldiv_1456059798468

ด้วยวิธีนี้จะได้ไข่หนาหนุ่ม ไม่อมน้ำมันและไม่แฟบแบนเมื้อทิ้งไว้เลยค่ะ

มีคลิปตอนทอดด้วยนะเออ ไม่รักจริงไม่อัดมาให้ดูน้าาาา

 

จัดเสิร์ฟในจานทานกับข้าวร้อนๆมันอร่อยมากจริงๆ ลองไปทำดูกันนะคะ

 

Moldiv_1456059896780

 

ขอให้สนุกกับการทำอาหารนะคะ ^^

อิ่มหมีรีวิว – Tora Tora Japanese kitchen อร่อยโครตโหมดประหยัด ^^


อิ่มหมีเป็นคนชอบทานข้าวแกงกะหรี่ญี่ปุ่นมากๆแต่ข้าวแกงกะหรี่ที่ถูกใจอิ่มหมีมีน้อยร้านมากๆ และมักจะเป็นเจ้าไม่ดังเสียด้วย เพื่อนๆคงผ่านตามาในโพสท์ที่เพจ fb มาบ้างแล้ว

และร้านที่อิ่มหมีกำลังจะแนะนำ ก็เป็นอีกร้านที่ข้าวแกงกะหรี่อร่อยเอามากๆค่ะ เลยอยากแนะนำให้เพื่อนๆ มาลองทานกันนั่นก็คือร้าน Tora tora japanese kitchen นั่นเองงง

Tora Tora

ร้านนี้ตั้งอยู่ในซอยประดิพัทธ์ 6 ค่อนข้างจะหลืบเล็กน้อย (ถ้าเพื่อนอิ่มหมีไม่ชวนมาทานด้วยก็คงไม่ได้มาค่ะ555 ไกลจากบ้านหนูมากๆ) แต่มาง่ายค่ะแค่เลี้ยวซ้ายเข้าถนนประดิพัทธ์จากแยกสะพานควายตรงไปแล้วเลี้ยวเข้าซอย 6 ก็จะเห็นป้ายร้านอยู่ด้านขวาทันทีค่ะ

Map

ร้านนี้ไม่มีที่จอดรถ แต่เราสามารถหาที่จอดริมรั้วบ้านได้ไม่ยากค่ะ จริงๆแล้วลูกค้าหลักๆของร้านจะเป็นผู้อยู่อาศัยคอนโดใกล้ๆที่มักจะเดินมาเอง ที่จอดรถในซอยจึงเหลือเฟือ

Tora Tora

Tora Tora

เข้ามาในร้านก็จะพบการตกแต่งเรียบง่าย มี terrarium น่ารักๆแขวนอยู่ด้วย^^ ตัวร้านสะอาด อิ่มหมีสัมผัสได้ว่าไม่มีฝุ่น (ถ้ามีอิ่มหมีจะเริ่มออกอาการหอบ ^^ เพราะว่าแพ้ค่ะ)

Tora Tora

อาร์ทเวิคเท่ๆ

มาเริ่มที่เมนูแรกกันก่อนนะคะ “ ราเมนซุปกระดูกหมูซอสมายุ” ที่ประกอบด้วยน้ำซุปกระดูกเข้มข้น เส้นราเมนสดที่ลวกแบบ al dente คือลวกยังไม่สุกดี มีความหนุบอยู่ตรงกลางเส้นทำให้เคี้ยวสนุกขึ้น(เทคนิคนี้ก็พบในร้านก๋วยเตี๋ยวที่อร่อยๆบ้างร้านเช่นกันค่ะ แม้แต่ร้านลาบบางร้านที่เส้นมาม่าอร่อยก็ลวกแบบนี้ค่ะ) หมูสามชั้นตุ๋น ราดซอสมายุที่ทำจากกระเทียมผัดจนไหม้ซึ่งให้รสชาติที่ขมนิดๆแต่หอมเป็นเอกลักษณ์กับราเมนถ้วยนี้ค่ะ

Tora Tora

เมนูที่สองที่เราสั่งมายังคงคล้ายกับอันแรกค่ะ เป็นอุด้งแห้ง หน้าหมูสามชั้นตุ๋นราดซอสมายุเช่นเดียวกัน จริงๆหมูตุ๋นร้านนี้อร่อยมากนะคะ ให้มาชิ้นค่อนข้างหนาไขมันถูกต้มจนละลายลงน้ำซุปหมดแล้วเหลือแต่เจลาตินละลายในปาก ใช่ค่ะน้ำซุปราเมนจานแรกนั่นแหละฮ่าๆๆอ้วนเต็มๆ

Tora Tora

10

สุดท้ายสำหรับจานหลักที่ขาดไม่ได้คือ แกงกะหรี่หน้าเนื้อ เริ่มจากตัวเนื้อแกงที่ไม่ได้ thick มากนักและไม่มันเลย สังเกตจากเมื่อทานเสร็จแกงเย็นแล้ว ไม่มีคราบไขมันเกาะที่ผิวเหมือนของเจ้าหลักค่ะ สอบถามได้ความว่าใช้น้ำสต๊อกผักค่ะ จึงน่าจะเหมาะกับสาวๆที่ดูแลหุ่นอยู่ แต่อยากทานแกงกะหรี่ ที่นี่น่าจะเป็นทางเลือกที่ลงตัวค่ะ

Tora Tora

ตัวแกงเมื่อเป็นเบสผักแล้ว แน่นอนว่ารสชาติอร่อยผิดไปจากร้านทั่วไปแน่นอน มันมีความหอมมีรสอูมามิที่เกิดจากน้ำสต๊อกผักที่ดี อิ่มหมีชอบเอามากๆและคิดว่าน่าจะเป็นแกงกะหรี่ที่ลำดับต้นๆในกรุงเทพเลยทีเดียวค่ะ ส่วนตัวหน้าที่อิ่มหมีเลือกเป็นหน้าเนื้อ US ที่นุ่มดีค่ะ ซึ่งเพื่อนๆสามารถเลือกหน้าอื่นได้เช่นไก่คาราเกะก็ได้ค่ะ น่าจะเข้ากัน

มารอบนี้อิ่มหมีสั่งของทานเล่นมาแชร์สองอย่างค่ะ เป็นมันฝรั่งทอด กับไก่คาราเกะ

Tora Tora

ตัวไก่คาราเกะทุกชิ้นในจานเป็นส่วนสะโพก ทำให้ไก่ไม่แห้งผากแบบที่เคยกิน อิ่มหมีได้กลิ่นกระเทียมสับกับขิง ที่น่าจะคลุกลงไประหว่างหมัก รสชาติดีค่ะ ทอดได้พอดีไม่แข็งไปด้วย เป็นอีกเมนูที่คิดว่าไม่ควรพลาดค่ะ

Tora Tora

——————————————

สรุป อาหารรสชาติคุณภาพเกินราคา

ราคาต่อคุณภาพ- อิ่มหมีเช็คบิลออกมาแล้วพบว่าราคาหารต่อหัวไม่แพงเลย ประมาณ 200 บาทนิดๆต่อหัวค่ะ ซึ่งถ้าเทียบกับคุณภาพแล้ว อิ่มหมีเชื่อว่าจะหาทานที่รสชาติดีขนาดนี้ในราคานี้ยากเอามากๆ (แอบคิดว่าร้านตั้งราคาถูกไปด้วยซ้ำ) บางเมนู รสชาติซับซ้อนเกินราคาไปไกลค่ะ ถ้าได้ทำเลดีดี เผลอๆคูณ 2 เข้าไปเลยยังไหว ^^

ที่ตั้ง – อยู่ในซอยลึกไปนิดนึง ซึ่งถ้าคนรู้จักเยอะๆดังขึ้นมาเผลอๆจะหาที่จอดยากเอา แต่ถ้ารีบไปตอนนี้ยังไม่มีปัญหาค่ะ

การรออาหาร – เท่าที่สังเกตดูจากอาหาร ดูเหมือนอาหารประเภททอดของที่นี้ จะเน้นทอดสดๆ ใหม่ๆ ค่ะ ดังนั้นหากมีลูกค้าเยอะ อาจจะทำให้ล่าช้าได้ แต่แน่นอนว่าอร่อยกว่าทำทิ้งใว้ ของอร่อยต้องรอนิดนึงเนอะ ^^

Tora Tora

เพื่อนๆ สามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่

https://www.facebook.com/ToratoraJapanesekitchen นะคะ

Egg Drop Soup

egg drop soup

มาทำ Egg Drop Soup แบบมืออาชีพกันเถอะ

วันนี้อิ่มหมีทานอาหารนอกบ้านมาบ้างแล้วแต่เกิดอาการอยากทานซุปอุ่นๆสบายท้องสักหน่อยเลยปรุงเจ้า egg drop soup ขึ้นมา จริงๆแล้วมันก็คือซุปไข่เนี่ยแหละค่ะ แต่ถ้าได้เห็นหน้าตาไข่ที่เป็นริ้วๆคล้ายริบบิ้นสวยงามยังไงอิ่มหมีก็คิดว่าชื่อซุปในภาษาอังกฤษนี้ตรงตัวเห็นภาพชัดเจนที่สุดแล้ว แอบเสียดายนิดหน่อยที่วันนี้ไม่ได้ใช้กล้องดีๆถ่ายรูปออกมาเลยไม่ชัดเท่าไหร่

เจ้าซุปนี้ทำไม่ยากเพียงแค่เรารู้เทคนิคในการปรุงเล็กๆน้อยๆเท่านั้นเองก็สามารถทำซุปหน้าตาเหมือนมืออาชีพทำได้แล้ว เริ่มจากตีไข่ไก่สองฟองให้เข้ากันมากที่สุดตั้งรอไว้ก่อน จากนั้นเตรียมหม้อมาหนึ่งใบใส่น้ำซุปไก่ลงไป 2ถ้วย เน้นว่าต้องเป็นน้ำอุณหภูมิห้องเท่านั้น ห้ามใช้น้ำร้อนเด็ดขาด ถ้าไม่มีซุปไก่สามารถอนุโลมให้ใช้ซุปผงได้ ตามด้วยแป้งข้าวโพด 2 ช้อนโต๊ะ และผงกระเทียมสักเล็กน้อย(ไม่มีก็ไม่เป็นไร) คนให้ส่วนผสมละลายทั้งหมด แอบชิมรสให้ได้ตามชอบ จากนั้นนำขึ้นตั้งเตาด้วยไฟปานกลางโดยต้องคนตลอดเวลาจนซุปเดือดข้นและใสให้ปิดไฟและยกลงจากเตาทันที ขั้นตอนต่อไปนี่คือสำคัญ ซุปจะสวยหรือไม่อยู่ที่ขั้นตอนนี้เอง ให้เราใช้ส้อมหรือถ้ามีตะกร้อมือยิ่งดีใหญ่คนน้ำซุปที่ร้อนไปในทางเดียวกันและใช้อีกมือค่อยๆเทไข่ลงเป็นเส้นยาวๆลงไปในซุปร้อนๆจนหมดแล้วหยุดคน รอให้ไข่เซ็ตตัวดีเป็นอันเสร็จพิธีค่ะ หากเพื่อนๆมีเนื้อปูอัด หรือเนื้อปูสามารถใส่ลงไปได้เพื่อเพิ่มรสชาติให้กับซุป ตักใส่ชาม โรยพริกไทยดำ น้ำมันงาและต้นหอมซอย เพียงเท่านี้ก็จะได้ Egg drop soup หน้าตาดีๆไว้ทานแล้วค่ะ

แบคแพค ฝรั่งเศส-สวิส-อิตาลี 2014 ตอนที่ 3/15

ตอนที่ 3/15 ปารีส

วันนี้เป็นวันที่สามในปารีส เราตื่นแต่เช้าเพื่อไปเดินเล่นสำรวจร้านรวงบนเนินเขาย่านมงมาร์ต

OLYMPUS DIGITAL CAMERA
ย่านมงมาร์ต

ซึ่งเป็นที่ตั้งของโบสถ์บาสิลิก ดูซาเครเกอร์ (Basilique de Sacre’ Coeur)หรือที่คนไทยเรามักจะเรียกว่าโบสถ์ขาว

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

ระหว่างทางขึ้นเขามีร่องรอยขวดแก้วบรรจุเหล้าเบียร์แตกและมีกลิ่นปัสสาวะตลอดทางน่าจะเป็นผลมาจากปาร์ตี้ของกลุ่มวัยรุ่นในคืนก่อนและกำลังมีเจ้าหน้าที่ทำความสะอาดกันขนานใหญ่ บริเวณโดยรอบยามค่ำคืนของที่นี่จะกลายร่างเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ครึกครื้น เต็มไปด้วยร้านอาหารและที่พบปะสังสรรค์ ส่วนตัวคิดว่าอาจไม่ปลอดภัยมากพอสำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางคนเดียวมาที่นี่ยามค่ำคืนเพราะมีกลุ่มมิจฉาชีพแฝงตัวอยู่มากพอสมควรจากที่เจอกับตัวเองตอนที่ย้อนกลับไปเดินเล่นอีกครั้งในตอนค่ำ แต่ก็นับว่าเป็นจุดที่ดีจุดหนึ่งสำหรับคนที่อยากเก็บภาพปารีสจากมุมสูงของเมือง

OLYMPUS DIGITAL CAMERA
ปารีสจากเนินเขามงต์มาร์ต

พอสายๆเรานั่งรถไฟ เพื่อไปพิพิธภัณฑ์ออร์แซ (Musée d’Orsay) และรับประทานมื้อสายในห้องอาหารชั้นบนของพิพิธภัณฑ์ซึ่งตกแต่งอย่างสวยงาม

OLYMPUS DIGITAL CAMERA
OLYMPUS DIGITAL CAMERA

เพดานของห้องเป็นภาพเขียนสวยงาม

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

บรรยากาศภายใน

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

บนโต๊ะอาหารที่ฝรั่งเศสหรือหลายประเทศในยุโรปจะมีขนมปังแบบนี้อยู่บนโต๊ะเสมอ

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

อาหารมาเสิร์ฟ

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

ปลาทอดและมันฝรั่ง

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

 

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

ที่นี่เป็นที่จัดแสดงงานศิลปะแบบอิมเพรสชั่นนิสม์ และมีผลงานของวินเซนท์ แวนโก๊ะ บางส่วนถูกจัดแสดงไว้ที่นี่ทำให้รู้สึกตื่นเต้นเป็นพิเศษเพราะเป็นศิลปินในดวงใจคนหนึ่งเลยทีเดียว นอกจากนี้ยังมีผลศิลปินท่านอื่นที่มีชื่อเสียงมากมาย เช่น โกแก็ง โมเนต์ เลอนัวร์ เป็นต้น

เดิมทีสถานที่แห่งนี้เป็นสถานีรถไฟแต่เลิกใช้ไปเนื่องจากชานชาลาไม่สามารถรับรองผู้โดยสารจำนวนมากได้ ต่อมาได้มีการพัฒนาให้เป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะซึ่งแตกต่างจากลูฟวร์ที่ใช้จัดแสดงงานศิลปะยุคเก่าและปงปิดูที่ใช้แสดงศิลปะสมัยใหม่

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

หลายๆคนอาจสงสัยว่าศิลปะแบบอิมเพรสชั่นนิสม์ (Impressionism) มันคืออะไร ถ้าให้เข้าใจง่ายๆก็คือการวาดภาพที่ไม่ได้เน้นความเหมือนจริงแต่จะวาดเพื่อสื่อถึงอารมณ์ ณ เวลานั้น เช่น หากวาดรูปงานปาร์ตี้ในสวนและศิลปินรู้สึกถึงความรื่นเริงสดชื่นของหมู่คนที่มาปาร์ตี้ในเวลานั้น ก็อาจให้สีที่ดูแล้วสดชื่นสดใสและภาพอาจจะไม่ได้ชัดเจนเป็นหน้าคนที่มาในงานนั้นจริงๆ แต่อาจเป็นภาพเบลอๆฟุ้งๆเป็นบรรยากาศในสวนโดยรวมๆ เป็นต้น

ผลงานของแวนโก๊ะวาดภาพ potrait ของตัวเอง จัดแสดงใน Musee d’Orsay (ภาพจากอินเตอร์เน็ต)

Musee_dOrsay_111_van_Gogh_Self-Portrait_2008
พูดตรงๆว่าตัวเองก่อนหน้านี้ก็ไม่ได้มีความสนใจเรื่องศิลปะเท่าไหร่นัก เคยถามคุณสามีเหมือนกันว่าเคยเห็นรูปภาพบางรูปที่มีชื่อเสียงก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันสวยเป็นพิเศษ เช่น รูปโมน่าลิซ่าที่เป็นผู้หญิงครึ่งยิ้มครึ่งบึ้งสีทึมๆของลีโอนาร์โดดาวินชี หรือรูปแกะสลักหินรูปเทพีหรือเดวิดที่ไม่ใส่เสื้อผ้าอะไรเลย จนได้คำตอบจากสามีว่าภาพบางภาพถ้าได้ไปดูใกล้ๆเราจะเห็นความพิเศษของฝีแปรงของศิลปิน บางภาพมันมีประวัติความเป็นมาที่สำคัญอยู่เบื้องหลัง บางภาพมีการริเริ่มการให้สีและแสงเทคนิคใหม่ๆในยุคนั้นเช่นแสงอาทิตย์เป็นลำลอดลงมา หรือแสงเงาจากเทียนไข หรือถ้าเป็นงานแกะสลักหินแล้วศิลปินก็มีความสามารถมากที่สามารถแกะหินให้ดูพลิ้วไหวชายผ้าของเทพียับเหมือนเป็นผ้าจริงๆ หรือแกะสลักรายละเอียดถึงมัดกล้ามเนื้อและเส้นเลือดกันเลยทีเดียว

ภาพโดย Pierre-Auguste Renoir แสดงให้เห็นลำแสงที่ลอดกิ่งและใบไม้มากระทบคน จัดแสดงใน Musee d’Orsay (ภาพจากอินเตอร์เน็ต)

Renoir_Musee-dOrsay

วกกลับมาเรื่องแวนโก๊ะอีกสักนิด ผลงานของแวนโก๊ะมีความโดดเด่นในเรื่องการใช้ฝีแปรงที่หนาจนแม้ไม่อาจได้เป็นเห็นผลงานจริงด้วยตาดูแค่จากภาพถ่ายก็ยังเห็นเทคนิคการใช้ฝีแปรงที่พิเศษ ให้สีสันที่น่าสนใจ และส่วนตัวรู้สึกว่ามันสามารถถ่ายทอดอารมณ์ออกมาได้ดีเยี่ยม

Starry Night Over the Rhone Arles โดยแวนโก๊ะ ใน Musee d’Orsay (ภาพจากอินเตอร์เน็ต)

Van_Gogh_Starry_Night_Over_the_Rhone

แวนโก๊ะเป็นจิตรกรที่ไม่ได้รับการยอมรับนักในช่วงที่มีชีวิตอยู่ เขาวาดภาพหลายร้อยภาพแต่ขายได้เพียงภาพเดียวและยังต้องเผชิญกับภาวะซึมเศร้าวิตกกังวล

ชีวิตของแวนโก๊ะสดใสขึ้นเมือเขาตกหลุมรักโสเภณีคนหนึ่งและขอให้เลิกอาชีพนั้นและมาอยู่ด้วยกัน แต่แล้วก็อยู่ด้วยกันได้ไม่นานนักเพราะภรรยาของเขาไม่สามารถรับความยากจนแร้นแค้นได้และกลับไปเป็นโสเภณีดังเดิม แวนโก๊ะเสียใจมากและตัดหูข้างหนึ่งเพื่อมอบเป็นของขวัญแด่อดีตภรรยาของเขา ว่ากันว่าภาพวาดของแวนโก๊ะมีความโดดเด่นมากขึ้นหลังจากการหย่าร้างครั้งนั้น ภาพวาดที่มีชื่อเสียงภาพหนึ่งรู้จักกันในชื่อ The starry night

The Starry Night (ภาพจากอินเตอร์เน็ต)

VanGogh-starry_night_ballance1

ยังมีภาพวาดทานตะวัน ภาพวาดนายแพทย์ ภาพวาดตัวของเขาเอง และอื่นๆอีกมากมายและว่ากันว่าภาพสุดท้ายในชีวิตของเขาก็คือภาพทุ่งหญ้าที่เขาใช้จุดที่เขาวาดนั้นเป็นที่ปลิดชีวิตตัวเองด้วยกระสุนปืนในวัยเพียง 37 ปี โดยที่ไม่ทราบเลยว่าหลายปีหลังจากนั้นผลงานของเขากลับกลายเป็นผลงานที่มีอิทธิพลอย่างสูงต่อศิลปะยุคหลัง และความชื่นชมศรัทธาของคนยุคหลังที่มีต่อเขานั้นมีมากกว่าความศรัทธาที่เขามอบให้แก่ตัวเองในวาระสุดท้ายของชีวิต

ภาพวาดทุ่งหญ้า (Wheatfield with Crows) เป็นภาพสุดท้ายในชีวิตของแวนโก๊ะ อย่างไรก็ตามยังไม่มีหลักฐานยืนยันชัดเจนนัก (ภาพจากอินเตอร์เน็ต)

wheat_field_with_crows

ถัดจากการชมศิลปะแล้วเราก็เดินทางไปกันต่อที่โรงละครโอเปร่าแห่งปารีส (Opéra de Paris) ซึ่งส่วนตัวแล้วบอกได้เลยว่าอินกับที่นี่มากๆเพราะว่าได้ไปชมบรอดเวย์เรื่อง The Phantom of the Opera เมื่อครั้งมาจัดแสดงที่เมืองไทย ซึ่งเรื่องนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากโรงละครโอเปร่าแห่งนี้นี่เอง

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

เมื่อมาถึงพบว่าบรรยากาศในเรื่อง ฉาก การตกแต่งของละครเรื่องนี้มันเป็นบรรยากาศเดียวกันกับที่นี่จริงๆ

แชนเดอร์เลียที่ประดับอยู่เหนือเวที และเป็นแรงบันดาลใจสำคัญในฉากหนึ่งของ The Phantom of the Opera

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

แม้กระทั่งฉากสำคัญฉากหนึ่งในละครซึ่งเป็นตอนที่แฟนธ่อมทำให้เกิดอุบัติเหตุแชนเดอร์เลียหล่นก็เป็นแชนเดอร์เลียที่คล้ายคลึงกับใน Opera Ganier แห่งนี้มากๆ

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

ที่นั่งภายในโรงละคร

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

สำหรับใครที่อยากไปชมโรงละครแห่งนี้ขอบอกไว้ก่อนว่าไม่สามารถใช้ Paris Museuam Pass ได้นะคะ เราต้องซื้อบัตรค่าเข้าอีกทีได้ที่นั่นค่ะแต่รับรองว่าสวยงามน่าประทับใจมากจริงๆ

การตกแต่งภายในโรงละคร

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

อลังการมากจริงๆ

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

หลังจากที่เดินชมโอเปร่าแห่งนี้จนจุใจแล้ว เหลือเวลาอีกนิดหน่อยเราจึงแวะที่แองวาลิดส์ (Invalides) ซึ่งเป็นที่เก็บพระศพของจักรพรรดินโปเลียน โบนาปาร์ต (Napoleon Bonaparte) ผู้ซึ่งมีชัยชนะเกรียงไกรและปกครองดินแดนส่วนใหญ่ในยุโรป

ยอดโดมในแองวาลิดส์

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

ท่านส่งคนสนิทไปปกครองในดินแดงต่างๆทั่วยุโรป อย่างไรก็ตามในช่วงสุดท้ายของชีวิต สหราชอาณาจักรรัสเซีย ปรัสเซียและออสเตรียร่วมมือกันต่อต้านนโปเลียนและปารีสได้ถูกตีแตก พระองค์ได้เสวยยาพิษและสั่งให้นายแพทย์ถวายยาพิษขนานสุดท้ายให้พระองค์สวรรคตแต่ได้รับการปฏิเสธ พระองค์ได้ลี้ภัยไปอยู่บนเกาะแต่ภายหลังทรงห่วงพระจักรพรรดินีจึงทรงเสด็จกลับปารีสโดยมีเหล่าจอมพลและกองทัพไปคอยต้อนรับและโห่ร้องด้วยความยินดี อย่างไรก็ตามสามเดือนให้หลังทรงพ่ายแพ้ต่อการรบกับอังกฤษและปรัสเซียและถูกเนรเทศอีกครั้งพร้อมกับนายทหารที่จงรักภักดี พระองค์ทรงเขียนบันทึกและพินัยกรรมและสิ้นพระชนม์หกปีหลังจากนั้น อัฐิของพระองค์ได้ถูกนำกลับมายังฝรั่งเศสอย่างสมพระเกียรติ ถูกรักษาไว้ในโถหินสีน้ำตาลแดงอันเป็นของขวัญจากรัสเซีย ณ สุสานแองวาลิดซึ่งเป็นที่สถิตย์อยู่ของพระองค์ชั่วนิรันดร์

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

โถหินซึ่งเป็นที่่บรรจุอัฐิของจักรพรรดิ์นโปเลียน

-จบตอนที่สาม-ตอนที่ 3/15 ปารีส

ข้าวแช่ชาววัง ร้านท่านหญิง

ข้าวแช่ชาววัง

ข้าวแช่ชาววัง
อิ่มหมีชวนมาทานเมนูคลายร้อนแบบไทยๆซึ่งจะว่าไปก็ไม่ใช่ไทยแท้เสียทีเดียวเพราะเดิมทีมีที่มาจากชาวมอญที่นิยมทำในงานบุญเลี้ยงพระ ข้าวแช่ชาวมอญที่อิ่มหมีชอบทานชื่อร้านคุณแดงอยู่ที่เกาะเกร็ด ส่วนข้าวแช่เพชรบุรีที่เพื่อนๆอาจเคยได้ยินชื่อหรือได้ชิมนั้น มีที่มาจากการเสด็จแปรพระราชฐานของรัชกาลที่สี่ที่พระนครคีรีหรือที่รู้จักกันว่าเขาวัง จ.เพชรบุรี มีข้าราชการสมัยนั้นได้มาช่วยห้องเครื่องปรุงข้าวแช่ถวายและได้มีการถ่ายทอดสูตรไปสู่ประชาชนนับแต่นั้น โดยจะไม่มีพริกหยวกสอดไส้และหอมทอดเนื่องจากวิธีทำที่ค่อนข้างซับซ้อน

สำหรับข้าวแช่ชาววังนั้นมีกรรมวิธีที่พิถีพิถันค่อนข้างมาก มีสูตรเด็ดเคล็ดลับที่แตกต่างไปในแต่ละวัง สำหรับวันนี้อิ่มหมีชวนมาชิมข้าวแช่ตำรับวังศุโขทัย ณ ร้านท่านหญิงย่านสีลม ต้นตำรับโดยหม่อมเจ้าหญิงสุลัภวัลเวง วิสุทธิ ที่ปรุงถวายแด่สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี ในล้นเกล้ารัชกาลที่7 ค่ะ

ข้าวแช่ตำรับนี้เสิร์ฟบนถาดทองเหลืองพร้อมเครื่องเคียง 5 ชนิด อันได้แก่ พริกหยวกสอดไส้ หอมยัดไส้ ลูกกะปิ หมูฝอย และไชโป้วผัดไข่ โดยเฉพาะหรุ่มพันพริกหยวกสอดไส้ที่เป็นเม็ดพันเกี่ยวกันซึ่งมีลักษณะเฉพาะที่สวยงามแปลกตาแตกต่างจากตำรับอื่นอย่างยิ่ง รสชาติของลูกกะปิที่นี่ยังเป็นที่กล่าวถึงคือมีความหอมไม่คาวและอร่อยเข้มข้น รวมถึงมีเทคนิคชุบไข่ไว้หางเพื่อให้หยิบทานได้สะดวก

เมื่อมีโอกาสได้ชิมอาหารอันละเมียดละไมเช่นนี้แล้ว เราจะจ้วงๆทานเหมือนอย่างทานข้าวผัดกระเพราตอนมื้อเที่ยงข้างออฟฟิศกลางสัปดาห์เห็นทีจะไม่ได้ หากแต่ต้องใช้จินตนาการประหนึ่งนั่งอยู่บนแคร่ไม้ในวันที่อากาศร้อนท่ามกลางหมู่ข้าทาสบริวาร เอาล่ะขยับผ้าแถบให้เข้าที่ บรรจงหยิบลูกกะปิป้อนเข้าปาก ใช้ฟันขบเบาๆเพื่อลิ้มรสปลาช่อน กะปิ กระชายที่ผสมอยู่ในนั้นอย่างแช่มช้า ใช้ช้อนทองเหลืองตักข้าวแช่ป้อนตามไปค่อยๆเคี้ยวดื่มด่ำกลิ่นอบร่ำหอมเย็นของดอกชมนาด มือหนึ่งหยิบผักที่สลักเสลาอย่างวิจิตรชิ้นนั้นมาแนม เป็นอันเสร็จขั้นตอนการทานข้าวแช่ในหนึ่งคำ ก่อนที่จะชิมเครื่องเคียงชนิดอื่นตามชอบใจ ห้ามมิให้นำเครื่องเคียงมาลอยในถ้วยให้น้ำขุ่นและเสียรสเป็นอันขาด

สำหรับใครที่สนใจอยากลองชิมข้าวแช่ชาววังที่นับวันจะหาทานได้ยากมากๆสามารถตามไปทานได้ที่ร้านท่านหญิงนะคะ นอกจากข้าวแช่แล้วยังมีเมนูไทยโบราณอื่นๆอีกมากมายที่อร่อยและละเมียดละไมไม่แพ้กัน

ขอให้มีความสุขในวันหยุดสุดสัปดาห์นี้นะคะ

Scroll to Top