คลังภาพ แบคแพค ฝรั่งเศส-สวิส-อิตาลี 2014 ตอนที่ 3/15

ตอนที่ 3/15 ปารีส

วันนี้เป็นวันที่สามในปารีส เราตื่นแต่เช้าเพื่อไปเดินเล่นสำรวจร้านรวงบนเนินเขาย่านมงมาร์ต

OLYMPUS DIGITAL CAMERA
ย่านมงมาร์ต

ซึ่งเป็นที่ตั้งของโบสถ์บาสิลิก ดูซาเครเกอร์ (Basilique de Sacre’ Coeur)หรือที่คนไทยเรามักจะเรียกว่าโบสถ์ขาว

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

ระหว่างทางขึ้นเขามีร่องรอยขวดแก้วบรรจุเหล้าเบียร์แตกและมีกลิ่นปัสสาวะตลอดทางน่าจะเป็นผลมาจากปาร์ตี้ของกลุ่มวัยรุ่นในคืนก่อนและกำลังมีเจ้าหน้าที่ทำความสะอาดกันขนานใหญ่ บริเวณโดยรอบยามค่ำคืนของที่นี่จะกลายร่างเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ครึกครื้น เต็มไปด้วยร้านอาหารและที่พบปะสังสรรค์ ส่วนตัวคิดว่าอาจไม่ปลอดภัยมากพอสำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางคนเดียวมาที่นี่ยามค่ำคืนเพราะมีกลุ่มมิจฉาชีพแฝงตัวอยู่มากพอสมควรจากที่เจอกับตัวเองตอนที่ย้อนกลับไปเดินเล่นอีกครั้งในตอนค่ำ แต่ก็นับว่าเป็นจุดที่ดีจุดหนึ่งสำหรับคนที่อยากเก็บภาพปารีสจากมุมสูงของเมือง

OLYMPUS DIGITAL CAMERA
ปารีสจากเนินเขามงต์มาร์ต

พอสายๆเรานั่งรถไฟ เพื่อไปพิพิธภัณฑ์ออร์แซ (Musée d’Orsay) และรับประทานมื้อสายในห้องอาหารชั้นบนของพิพิธภัณฑ์ซึ่งตกแต่งอย่างสวยงาม

OLYMPUS DIGITAL CAMERA
OLYMPUS DIGITAL CAMERA

เพดานของห้องเป็นภาพเขียนสวยงาม

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

บรรยากาศภายใน

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

บนโต๊ะอาหารที่ฝรั่งเศสหรือหลายประเทศในยุโรปจะมีขนมปังแบบนี้อยู่บนโต๊ะเสมอ

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

อาหารมาเสิร์ฟ

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

ปลาทอดและมันฝรั่ง

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

 

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

ที่นี่เป็นที่จัดแสดงงานศิลปะแบบอิมเพรสชั่นนิสม์ และมีผลงานของวินเซนท์ แวนโก๊ะ บางส่วนถูกจัดแสดงไว้ที่นี่ทำให้รู้สึกตื่นเต้นเป็นพิเศษเพราะเป็นศิลปินในดวงใจคนหนึ่งเลยทีเดียว นอกจากนี้ยังมีผลศิลปินท่านอื่นที่มีชื่อเสียงมากมาย เช่น โกแก็ง โมเนต์ เลอนัวร์ เป็นต้น

เดิมทีสถานที่แห่งนี้เป็นสถานีรถไฟแต่เลิกใช้ไปเนื่องจากชานชาลาไม่สามารถรับรองผู้โดยสารจำนวนมากได้ ต่อมาได้มีการพัฒนาให้เป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะซึ่งแตกต่างจากลูฟวร์ที่ใช้จัดแสดงงานศิลปะยุคเก่าและปงปิดูที่ใช้แสดงศิลปะสมัยใหม่

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

หลายๆคนอาจสงสัยว่าศิลปะแบบอิมเพรสชั่นนิสม์ (Impressionism) มันคืออะไร ถ้าให้เข้าใจง่ายๆก็คือการวาดภาพที่ไม่ได้เน้นความเหมือนจริงแต่จะวาดเพื่อสื่อถึงอารมณ์ ณ เวลานั้น เช่น หากวาดรูปงานปาร์ตี้ในสวนและศิลปินรู้สึกถึงความรื่นเริงสดชื่นของหมู่คนที่มาปาร์ตี้ในเวลานั้น ก็อาจให้สีที่ดูแล้วสดชื่นสดใสและภาพอาจจะไม่ได้ชัดเจนเป็นหน้าคนที่มาในงานนั้นจริงๆ แต่อาจเป็นภาพเบลอๆฟุ้งๆเป็นบรรยากาศในสวนโดยรวมๆ เป็นต้น

ผลงานของแวนโก๊ะวาดภาพ potrait ของตัวเอง จัดแสดงใน Musee d’Orsay (ภาพจากอินเตอร์เน็ต)

Musee_dOrsay_111_van_Gogh_Self-Portrait_2008
พูดตรงๆว่าตัวเองก่อนหน้านี้ก็ไม่ได้มีความสนใจเรื่องศิลปะเท่าไหร่นัก เคยถามคุณสามีเหมือนกันว่าเคยเห็นรูปภาพบางรูปที่มีชื่อเสียงก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันสวยเป็นพิเศษ เช่น รูปโมน่าลิซ่าที่เป็นผู้หญิงครึ่งยิ้มครึ่งบึ้งสีทึมๆของลีโอนาร์โดดาวินชี หรือรูปแกะสลักหินรูปเทพีหรือเดวิดที่ไม่ใส่เสื้อผ้าอะไรเลย จนได้คำตอบจากสามีว่าภาพบางภาพถ้าได้ไปดูใกล้ๆเราจะเห็นความพิเศษของฝีแปรงของศิลปิน บางภาพมันมีประวัติความเป็นมาที่สำคัญอยู่เบื้องหลัง บางภาพมีการริเริ่มการให้สีและแสงเทคนิคใหม่ๆในยุคนั้นเช่นแสงอาทิตย์เป็นลำลอดลงมา หรือแสงเงาจากเทียนไข หรือถ้าเป็นงานแกะสลักหินแล้วศิลปินก็มีความสามารถมากที่สามารถแกะหินให้ดูพลิ้วไหวชายผ้าของเทพียับเหมือนเป็นผ้าจริงๆ หรือแกะสลักรายละเอียดถึงมัดกล้ามเนื้อและเส้นเลือดกันเลยทีเดียว

ภาพโดย Pierre-Auguste Renoir แสดงให้เห็นลำแสงที่ลอดกิ่งและใบไม้มากระทบคน จัดแสดงใน Musee d’Orsay (ภาพจากอินเตอร์เน็ต)

Renoir_Musee-dOrsay

วกกลับมาเรื่องแวนโก๊ะอีกสักนิด ผลงานของแวนโก๊ะมีความโดดเด่นในเรื่องการใช้ฝีแปรงที่หนาจนแม้ไม่อาจได้เป็นเห็นผลงานจริงด้วยตาดูแค่จากภาพถ่ายก็ยังเห็นเทคนิคการใช้ฝีแปรงที่พิเศษ ให้สีสันที่น่าสนใจ และส่วนตัวรู้สึกว่ามันสามารถถ่ายทอดอารมณ์ออกมาได้ดีเยี่ยม

Starry Night Over the Rhone Arles โดยแวนโก๊ะ ใน Musee d’Orsay (ภาพจากอินเตอร์เน็ต)

Van_Gogh_Starry_Night_Over_the_Rhone

แวนโก๊ะเป็นจิตรกรที่ไม่ได้รับการยอมรับนักในช่วงที่มีชีวิตอยู่ เขาวาดภาพหลายร้อยภาพแต่ขายได้เพียงภาพเดียวและยังต้องเผชิญกับภาวะซึมเศร้าวิตกกังวล

ชีวิตของแวนโก๊ะสดใสขึ้นเมือเขาตกหลุมรักโสเภณีคนหนึ่งและขอให้เลิกอาชีพนั้นและมาอยู่ด้วยกัน แต่แล้วก็อยู่ด้วยกันได้ไม่นานนักเพราะภรรยาของเขาไม่สามารถรับความยากจนแร้นแค้นได้และกลับไปเป็นโสเภณีดังเดิม แวนโก๊ะเสียใจมากและตัดหูข้างหนึ่งเพื่อมอบเป็นของขวัญแด่อดีตภรรยาของเขา ว่ากันว่าภาพวาดของแวนโก๊ะมีความโดดเด่นมากขึ้นหลังจากการหย่าร้างครั้งนั้น ภาพวาดที่มีชื่อเสียงภาพหนึ่งรู้จักกันในชื่อ The starry night

The Starry Night (ภาพจากอินเตอร์เน็ต)

VanGogh-starry_night_ballance1

ยังมีภาพวาดทานตะวัน ภาพวาดนายแพทย์ ภาพวาดตัวของเขาเอง และอื่นๆอีกมากมายและว่ากันว่าภาพสุดท้ายในชีวิตของเขาก็คือภาพทุ่งหญ้าที่เขาใช้จุดที่เขาวาดนั้นเป็นที่ปลิดชีวิตตัวเองด้วยกระสุนปืนในวัยเพียง 37 ปี โดยที่ไม่ทราบเลยว่าหลายปีหลังจากนั้นผลงานของเขากลับกลายเป็นผลงานที่มีอิทธิพลอย่างสูงต่อศิลปะยุคหลัง และความชื่นชมศรัทธาของคนยุคหลังที่มีต่อเขานั้นมีมากกว่าความศรัทธาที่เขามอบให้แก่ตัวเองในวาระสุดท้ายของชีวิต

ภาพวาดทุ่งหญ้า (Wheatfield with Crows) เป็นภาพสุดท้ายในชีวิตของแวนโก๊ะ อย่างไรก็ตามยังไม่มีหลักฐานยืนยันชัดเจนนัก (ภาพจากอินเตอร์เน็ต)

wheat_field_with_crows

ถัดจากการชมศิลปะแล้วเราก็เดินทางไปกันต่อที่โรงละครโอเปร่าแห่งปารีส (Opéra de Paris) ซึ่งส่วนตัวแล้วบอกได้เลยว่าอินกับที่นี่มากๆเพราะว่าได้ไปชมบรอดเวย์เรื่อง The Phantom of the Opera เมื่อครั้งมาจัดแสดงที่เมืองไทย ซึ่งเรื่องนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากโรงละครโอเปร่าแห่งนี้นี่เอง

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

เมื่อมาถึงพบว่าบรรยากาศในเรื่อง ฉาก การตกแต่งของละครเรื่องนี้มันเป็นบรรยากาศเดียวกันกับที่นี่จริงๆ

แชนเดอร์เลียที่ประดับอยู่เหนือเวที และเป็นแรงบันดาลใจสำคัญในฉากหนึ่งของ The Phantom of the Opera

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

แม้กระทั่งฉากสำคัญฉากหนึ่งในละครซึ่งเป็นตอนที่แฟนธ่อมทำให้เกิดอุบัติเหตุแชนเดอร์เลียหล่นก็เป็นแชนเดอร์เลียที่คล้ายคลึงกับใน Opera Ganier แห่งนี้มากๆ

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

ที่นั่งภายในโรงละคร

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

สำหรับใครที่อยากไปชมโรงละครแห่งนี้ขอบอกไว้ก่อนว่าไม่สามารถใช้ Paris Museuam Pass ได้นะคะ เราต้องซื้อบัตรค่าเข้าอีกทีได้ที่นั่นค่ะแต่รับรองว่าสวยงามน่าประทับใจมากจริงๆ

การตกแต่งภายในโรงละคร

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

อลังการมากจริงๆ

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

หลังจากที่เดินชมโอเปร่าแห่งนี้จนจุใจแล้ว เหลือเวลาอีกนิดหน่อยเราจึงแวะที่แองวาลิดส์ (Invalides) ซึ่งเป็นที่เก็บพระศพของจักรพรรดินโปเลียน โบนาปาร์ต (Napoleon Bonaparte) ผู้ซึ่งมีชัยชนะเกรียงไกรและปกครองดินแดนส่วนใหญ่ในยุโรป

ยอดโดมในแองวาลิดส์

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

ท่านส่งคนสนิทไปปกครองในดินแดงต่างๆทั่วยุโรป อย่างไรก็ตามในช่วงสุดท้ายของชีวิต สหราชอาณาจักรรัสเซีย ปรัสเซียและออสเตรียร่วมมือกันต่อต้านนโปเลียนและปารีสได้ถูกตีแตก พระองค์ได้เสวยยาพิษและสั่งให้นายแพทย์ถวายยาพิษขนานสุดท้ายให้พระองค์สวรรคตแต่ได้รับการปฏิเสธ พระองค์ได้ลี้ภัยไปอยู่บนเกาะแต่ภายหลังทรงห่วงพระจักรพรรดินีจึงทรงเสด็จกลับปารีสโดยมีเหล่าจอมพลและกองทัพไปคอยต้อนรับและโห่ร้องด้วยความยินดี อย่างไรก็ตามสามเดือนให้หลังทรงพ่ายแพ้ต่อการรบกับอังกฤษและปรัสเซียและถูกเนรเทศอีกครั้งพร้อมกับนายทหารที่จงรักภักดี พระองค์ทรงเขียนบันทึกและพินัยกรรมและสิ้นพระชนม์หกปีหลังจากนั้น อัฐิของพระองค์ได้ถูกนำกลับมายังฝรั่งเศสอย่างสมพระเกียรติ ถูกรักษาไว้ในโถหินสีน้ำตาลแดงอันเป็นของขวัญจากรัสเซีย ณ สุสานแองวาลิดซึ่งเป็นที่สถิตย์อยู่ของพระองค์ชั่วนิรันดร์

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

โถหินซึ่งเป็นที่่บรรจุอัฐิของจักรพรรดิ์นโปเลียน

-จบตอนที่สาม-ตอนที่ 3/15 ปารีส

Advertisements