สเต็กขาแกะ

ขาแกะเป็นอาหารที่ราคาแพงเมื่อเราทานที่ร้าน แต่ถ้าทำเองได้จะราคาถูกลงอย่างมาก

วันนี้อิ่มหมีได้ขาแกะมาจากฟู้ดแลนด์เลยนำมาทำสเต็กขาแกะแบบง่ายๆไม่ยุ่งยาก และอร่อยไม่แพ้ทานที่ร้านเลยค่ะ

วันนี้ไม่มีรูปถ่ายแต่เพื่อนๆสามารถติดตามได้ทางช่องของอิ่มหมีได้เลยจ้า

เครื่องปรุง

  1. ขาแกะ
  2. เกลือ
  3. ผงออล์สไปซ์
  4. ใบไทม์ สดหรือแห้งแล้วแต่หาได้
  5. โรสแมรี่ สดหรือแห้งแล้วแต่หาได้
  6. พาสลีย์สับ
  7. น้ำมันมะกอก

วิธีทำ

นำขาแกะมาหมักกับเครื่องปรุงทั้งหมดและน้ำมันมะกอกเล็กน้อยทิ้งไว้สัก 30 นาทีแล้วนำไปย่างบนกระทะ

หากมีผักเครื่องเคียงอื่นๆเช่น หน่อไม้ฝรั่ง เห็ดสามารถนำไปคลุกกับเครื่องหมักแกะแล้วย่างบนเตานำมาทานคู่กันได้เลยค่ะ สำหรับสลัดที่ทานคู่กันอาจใช้น้ำสลัดบาซาลมิกทานคู่กับมะเขือเทศและผัดสลัดอื่นๆจะตัดความมันของสเต็กได้เป็นอย่างดี

 

ขอให้สนุกกับการทำอาหารนะคะ ^^

แบคแพค ฝรั่งเศส-สวิส-อิตาลี 2014 ตอนที่ 5/15

ตอนที่ 5/15 สวิสเซอร์แลนด์

วันที่ 5 ของการเดินทาง วันนี้เป็นวันที่รู้สึกตื่นเต้นมากๆเพราะที่หมายถัดไปคืออินเทอร์ลาเคน (Interlaken) ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ เมืองเล็กๆที่ๆเป็นจุดบรรจบของทะเลสาบสองสายคือ Brienz และ Thun เราสามารถขึ้นเทือกเขาแอลป์ไปยังยอดเขาต่างๆที่มีชื่อเสียงโดยเฉพาะ Jungfrau ซึ่งเป็นจุดสูงสุดในยุโรป และที่นี่ยังได้ชื่อว่าเป็นสวิสเซอร์แลนด์ที่แท้จริง

อินเทอร์ลาเคน23

จากปารีสเราตื่นแต่เช้าตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างเพื่อนั่งแท็กซี่ไปยังสถานี Gare de Lyon และนั่งรถไฟมุ่งหน้าไปสถานี Interlaken West ที่หมายถัดไป รถไฟออกจากปารีสเวลาเจ็ดโมงเศษๆ และถึงอินเทอร์ลาเค่นเวลาบ่ายโมงโดยประมาณ

วิวข้างทางมองจากรถไฟ

อินเทอร์ลาเคน2

หลังจากที่เช็คอินที่โรงแรมเรียบร้อยแล้ว ตามแผนของเราวันนี้คือการล่องเรือในทะเลสาบซึ่งเป็นโปรแกรมที่ตั้งใจมากๆว่าจะต้องไม่พลาด

 

อาคารในเมืองอินเทอร์ลาเคน

อินเทอร์ลาเคน3

ส่วนหย่อมญี่ปุ่นในอินเือร์ลาเคนสวยงามมาก

อินเทอร์ลาเคน5
อย่างที่บอกไปว่าที่นี่เป็นจุดบรรจบระหว่างทะเลสาบสองสายซึ่งมีความแตกต่างกัน ทะเลสาบ Thun มีระยะทางไกลกว่า Brienz เล็กน้อย ทิวทัศน์โดยรอบนอกจากจะมีธรรมชาติที่สวยงามแล้วยังมีปราสาทสวยงามตั้งอยู่ริมทะเลสาบซึ่งสามารถแวะเข้าชมได้ค่ะ สำหรับทะเลสาบ Brienz ได้ชื่อว่าเป็นทะเลสาบที่ใสมีสีเทอควอยล้อมรอบด้วยทิวทัศน์ทางธรรมชาติที่สวยงามเหนือคำบรรยาย

 

สีเทอควอยของทะเลสาบ Brienzอินเทอร์ลาเคน11

จากที่พักเพื่อไปล่องเรือที่ทะเลสาบ Brienz เราต้องไปซื้อตั๋วและขึ้นเรือที่บริเวณ Interlaken Ost ทางทิศตะวันออกของ Interlaken เดินผ่าน City center ที่น่ารัก

เดินเล่นไปในเมือง คนที่นี่ชอบวางกระถางดอกไม้สวยๆประดับประดาไว้หน้าบ้าน

อินเทอร์ลาเคน6

 

อินเทอร์ลาเคน4

มีฉากหลังเป็นยอดภูเขาน้ำแข็ง อากาศกำลังเย็นสบายและดูปลอดภัย จะเรียกว่าเป็นสวรรค์บนดินก็คงไม่ผิดนัก ระหว่างรอขึ้นเรือเรามีโอกาสได้สำรวจและเก็บภาพวิวทิวทัศน์บริเวณรอบๆ ตื่นเต้นกับทุกๆสิ่งที่ได้เห็น และแอบเห็นป้ายทางขึ้นไป Harder Kulm ซึ่งเราจะขึ้นไปเที่ยวกันในวันถัดไปด้วย

 

สวนสาธารณะในเมือง

อินเทอร์ลาเคน13

เรือ Brienz Cruise ที่จะพาเราไปเที่ยวในวันนี้มีราคาตั๋วสองแบบคือชั้น 1 ได้ที่นั่งอยู่ชั้นบนของเรือ ราคาจะสูงกว่าชั้น 2 ซึ่งอยู่ชั้นล่างเกือบเท่าตัว นอกจากจะชมวิวได้แบบ Open air แล้ว เราสามารถนั่งภายในหลบลมหนาวจิบกาแฟและชมวิวผ่านหน้าต่างเรือได้เช่นกัน

 

เดี๋ยวเราจะได้นั่งเรือแบบนี้ล่องทะเลสาบกันนะ

อินเทอร์ลาเคน8

เดินเล่นระหว่างรอเรือ

อินเทอร์ลาเคน14เรือออกแล้ววววว เห็นฟ้าใสๆอากาศปลอดโปร่งแบบนี้นี่คือหนาวนะคะ

อินเทอร์ลาเคน15

 

มองจากบนเรือ

อินเทอร์ลาเคน18

ปราสาทริมทะเลสาบ

อินเทอร์ลาเคน20

อินเทอร์ลาเคน19

ยามเย็น ณ อินเทอร์ลาเคนสวยงามที่สุด

อินเทอร์ลาเคน17

 

การล่องเรือวันนี้จบที่ท่า Brienz ซึ่งเป็นท่าเรืองของเมือง Brienz ซึ่งนอกจากจะเดินชมความน่ารักของเมืองได้แล้วยังมีพิพิธภัณฑ์บ้านของสวิสเซอร์แลนด์ให้เข้าชมได้แต่เนื่องจากกว่าเราจะไปถึงก็เย็นมากแล้วจึงใช้เวลาส่วนใหญ่ในการเดินเล่นชมเมือง

ยามเย็นที่เมือง Brienz

อินเทอร์ลาเคน25

 

เป็ดหัวเขียวในทะเลสาบ

อินเทอร์ลาเคน9

อินเทอร์ลาเคน26

 

เรากลับมาพักผ่อนเพื่อเตรียมตัวไปชมวิวทิวทัศน์ในมุมสูงเหนืออินเทอร์ลาเคน ทานอาหารในบรรยากาศที่สวยงามล้อมรอบด้วยขุนเขาบน Harder Kulm ในวันถัดไป

 

อิ่มหมีขอส่งท้ายวิวสวยๆจากอินเทอร์ลาเคนด้วยภาพทะเลสาบและภูเขาน้ำแข็งภาพนี้นะคะ

 

อินเทอร์ลาเคน1

 

แล้วติดตามชมท่องเที่ยวบน Harder Kulm และทานอาหารวิวสูงได้ในลำดับถัดไปนะคะ สวัสดีค่ะ

แบคแพค ฝรั่งเศส-สวิส-อิตาลี 2014 ตอนที่ 4/15

ตอนที่ 4/15 ปารีส

เข้าสู่วันสุดท้ายในปารีส วันนี้เราจะไปพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์อีกครั้งหลังจากที่ได้ไปชมผลงานสำคัญบางชิ้นที่อยากดูจริงๆก่อนในคืนแรกที่มาถึง

 

ปารีส1

ด้านล่างของลูฟวร์เป็นรูปปิรามิดกลับหัว

 

เราไปถึงหลังเวลาเปิดพิพิธภัณฑ์เกือบๆหนึ่งชั่วโมงซึ่งคนที่ต่อคิวรอเข้าก็ยาวพอดูแล้วค่ะ สำหรับคนที่มี Paris Museum Pass สามารถต่อคิวเข้าแถวตรวจ Security ได้เลยโดยที่ไม่ต้องต่อคิวซื้อตั๋ว หรือถ้าใครอยากจะรู้ประวัติความเป็นมาของงานศิลปะสำคัญๆภายในนั้นก็สามารถยืม Audio Guide มาได้ค่ะ

ปารีส18

พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์เป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ศิลปะที่ใหญ่ที่และเก่าแก่สุดในโลกและมีผู้เข้าชมต่อปีเป็นจำนวนมากที่สุดคือกว่าแปดล้านคนต่อปี ที่นี่เป็นจุดหมายสำคัญของนักท่องเที่ยวแทบทุกคนที่ได้ไปเยือนปารีส ลูฟวร์มีประวัติความเป็นมาอันยาวนานโดยแรกเริ่มถูกสร้างในยุคของ Philippe Auguste เมื่อประมาณแปดร้อยกว่าปีมาแล้วเพื่อใช้เป็นป้อมปราการที่รู้จักกันในชื่อ Louvre บางส่วนของโครงสร้างในยุคนั้้นยังคงอยู่และสามารถไปชมได้ที่ชั้นล่างซึ่งเปิดให้ชมฐานรากของพิพิธภัณฑ์

ปารีส13

รากฐานของพิพิธภัณฑ์

ลูฟวร์ถูกเปลี่ยนแปลงแก้ไขมาเรื่อยๆจนในปี 1364 ได้เริ่มเปลี่ยนแปลงความสำคัญของมันเป็นพระราชวัง และในปี 1793 ได้เปิดให้เข้าชมผลงานศิลปะซึ่งมีมากกว่า 35,000ชิ้น ที่อย่างที่เคยเล่าไปก่อนหน้านี้ว่าหลายๆงานศิลปะที่นี่มีความสำคัญและทรงคุณค่าต่อมวลมนุษยชาติ

ปารีส2

The Great Sphinx แกะสลักจาก Pink granite

หลายชิ้นเป็นผลงานก่อนยุคประวัติศาสตร์ แสดงอารยธรรมของมนุษย์ยุคต่างๆเช่น รูปแกะสลักยุคเมโสโปเตเมีย เครื่องใช้ ทองคำ มัมมี่ รูปบูชาหรือโลงศพอียิปต์ กรีก โรมันจนถึงศตวรรษที่ 19

ปารีส4

The Seated Scribe

 

ปารีส3

โลงศพ

หลังจากที่ได้เดินดู collection ต่างๆที่ถูกรวบรวมไว้ที่นี่ก็แอบเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ที่ปราสาทเขาพนมรุ้งบ้านเราที่ถูกโจรกรรมไปแล้วไปตั้งโชว์ในชิคาโก สหรัฐอเมริกาแต่โชคดีที่สุดท้ายเราก็สามารถนำกลับมาคืนที่เดิมได้ ก็แอบนินทาฝรั่งเศสในใจนิดนึงว่านอกจากจะแสดงผลงานสำคัญๆในโลกแล้วยังบอกถึงความสามารถในการนำเอาสมบัติชาติของที่อื่นมาเก็บรักษาไว้ด้วย(ล้อเล่นนะ แหะๆ)

สำหรับผลงานสำคัญที่ตั้งใจจะไปดูให้ได้ที่พิพิธภัณฑ์นี้ก็คือ

รูปสลักเทพีแห่งชัยชนะที่ไร้ศรีษะแต่ยังคงความงามแข็งแกร่งและพริ้วไหวและชวนให้จินตนาการถึงหน้าตาที่แท้จริงของนาง

ปารีส6

เทพี่แห่งชัยชนะ มาสเตอร์พีชชิ้นนี้เป็นสิ่งที่ประทับใจที่สุดเพราะสวยงาม แข็งแกร่งและพริ้วไหวมากจริงๆ มีชื่อว่า The Winged Victory of Samothrace
ภาพเขียน Mona Lisa ของลีโอนาร์โด ดาวินชีผู้ซึ่งเป็นเจ้าของรอยยิ้มปริศนา เขาใช้เวลากว่าห้าปีในการวาดและยังไม่แน่ชัดว่าวาดเสร็จแล้วหรือไม่ จนเป็นที่พูดถึงว่าเขาหวงแหนรูปนี้มากจนนำติดตัวไปไหนมาได้ด้วยและนำมาฝรั่งเศสก่อนที่เขาจะเสียชีวิต

ปารีส10

Portrait of Lisa Gherardini หรือที่รู้จักกันในชื่อ Mona Lisa ผู้ซึ่งเป็นเจ้าของรอยยิ้มปริศนา เขาใช้เวลากว่าห้าปีในการวาดและยังไม่แน่ชัดว่าวาดเสร็จแล้วหรือไม่ จนเป็นที่พูดถึงว่าเขาหวงแหนรูปนี้มากจนนำมาฝรั่งเศสก่อนที่เขาจะเสียชีวิต

The Virgin of the rocks อีกผลงานของลีโอนาร์โด ดาวินชี ซึ่งถูกกล่าวถึงในหนังสือเรื่อง Da Vinci Code ที่เป็นที่พูดถึงกันถึงนัยยะที่ดาวินชีต้องการจะสื่อผ่านรูปภาพ รูปนี้เป็นรูปของพระแม่มารีโอบพระเยซูคริสต์ครั้งเป็นทารกโดยชูมือในลักษณะป้องกันเหนือเซนต์จอห์นที่ทำนิ้วคล้ายจะสั่งสอนพระเยซูคริสต์ที่มีท่าทีอ่อนน้อม เซนต์แอนน์นั่งเคียงข้างเซนต์จอห์นและชี้นิ้วไปยังพระเยซู ภาพนี้ไม่ได้ถูกส่งไปยังผู้ว่าจ้างของดาวินชี แต่เขาเพ้นท์รูปนี้ในอีกเวอร์ชั่นหนึ่งแทนซึ่งมีความอ่อนโยนกว่า ปัจจุบันรูปใหม่นั้นถูกจัดแสดงอยู่ที่ลอนดอน

ปารีส9

 

Eros and Psyche รูปนี้เป็นรูปของ Psyche ที่กำลังหลับลึกอยู่และตื่นขึ้นด้วยจุมพิสของ Eros

ปารีส8

 

ปารีส17
หลังคาในโถงส่วนท้ายของพิพิธภัณฑ์

ออกมาเดินเล่นด้านนอกของลูฟว์

ปารีส18

หลังจากนั้นเดินชมศิลปะกันอย่างเต็มที่ที่เมื่อยพอสมควร เราก็เดินไปนั่งทานมองต์บลังค์และช็อกโกแลตร้อนจากร้านอองเชลิน่า (Angelina) ที่อยู่ไม่ไกลนัก

ปารีส27

 

ปารีส19

ร้านนี้ได้ชื่อว่ามีมองต์บลังค์ที่อร่อยที่สุดแห่งหนึ่งในโลก และช็อกโกแลตร้อนที่เข้มข้นหอมมันจริงๆค่ะ

ปารีส23

ปารีส24

ปารีส25

ส่วนใครที่มาฝรั่งเศสและอยากลองทานมาการงจากประเทศต้นตำรับ ร้านที่อยากแนะนำให้ลองไปชิมนั่นก็คือ Pierre Herme’ ซึ่งมีอยู่หลายสาขาในปารีสซึ่งโดยส่วนตัวรู้สึกว่าเป็นมาการงที่อร่อยที่สุดเท่าที่เคยทานมาค่ะ

 

ปารีส22

 

ขนมหลากหลายอื่นๆให้เลือกชิม

ปารีส26

เนื่องจากวันนี้เป็นวันสุดท้ายในปารีสเราจึงออมแรงไว้สำหรับการเดินทางในวันรุ่งขึ้น ช่วงบ่ายจึงเป็นการเดินช้อปปิ้งที่ห้างลาฟาแยต และทานอาหารฝรั่งเศสในร้าน Chartier

ซึ่งเมื่อมาถึงฝรั่งเศสแล้วสิ่งที่ไม่ควรพลาดนั่นก็คือการทานหอยทาก (Escargot)

ปารีส32

ที่มาในจานหลุมคล้ายหม้อขนมครกและอุปกรณ์สำหรับคีบหอยทาก

ปารีส33

 

แกะย่าง

ปารีส36

ปารีส34

สปาเก็ตตี้

ปารีส37

 

อาหารในร้านนี้เรียกได้ว่าอร่อยทุกอย่างซึ่งแน่นอนว่าจะต้องทานอีกแน่ๆหากมีโอกาสได้มาเที่ยวปารีสในครั้งต่อไป
สำหรับทริปต่อไปเราจะไปเยือนสวิสเซอร์แลนด์ ประเทศที่สร้างความประทับใจอย่างมากให้แก่พวกเรา 🙂

-จบตอนที่ 4/15-

ข้าวมันปลากระพง

ตามคำสัญญา วันนี้อิ่มหมีภูมิใจนำเสนอข้าวมันปลากระพงซึ่งเป็นเมนูที่อิ่มหมีคิดขึ้นมาเองระหว่างเดินทางกลับบ้านและท้องเริ่มหิวก็จะมีไอเดียบรรเจิดอยากทานนู้นนี่ขึ้นมา เจ้าเมนูนี้คิดเอาเองว่าหากจับนี่นิดผสมนั่นอีกหน่อยแล้วมันต้องอร่อยแน่ๆ ซึ่งเมื่อทำเสร็จแล้วลองชิมดูก็ถูกอกถูกใจกันมากๆ  จริงๆแล้วอิ่มหมีไม่ชอบทานปลาตั้งแต่เด็กเพราะรู้สึกมาตลอดว่ามีกลิ่นคาว ดังนั้นพอนำปลากระพงมาปรุงอาหารเองจะต้องพิถีพิถันสุดๆเพื่อไม่ให้มีความคาวเลยแม้แต่น้อย เพราะไม่งั้นทำทานแล้วต้องทิ้งจะเสียดายของมากค่ะ

ข้าวมันปลา

ก่อนอื่น เมนูนี้เราต้องการปลากระพงที่มีคุณภาพดีเพราะไฮไลท์สำคัญอยู่ที่เนื้อปลากระพง เนื้อปลาที่อิ่มหมีเลือกวันนี้เป็นปลากระพงสดแบบแล่เป็นก้อนใหญ่ๆ แล้วนำมาสไลด์เองที่บ้าน ไม่ควรใช้ปลากระพงที่แช่แข็งมาเพราะเนื้อจะไม่ดีเท่าและก็จะมีกลิ่นคาวมากกว่า

พื้นฐานในการนำเนื้อสัตว์มาทำอาหารคือห้ามนำมาให้ความร้อนในขณะที่เนื้อยังเย็นเป็นน้ำแข็งอยู่เพราะจะทำให้ได้เนื้อที่กระด้างและการที่เนื้อยังเย็นจัดหากนำไปลวกหรือนึ่งจะทำให้อุณหภูมิของการปรุงลดลง ก็จะทำให้มีกลิ่นคาวอีกด้วย ยิ่งถ้าเป็นปลาแล้วเนื้อจะเละง่ายถ้าใช้ความร้อนไม่เหมาะสม

สิ่งสำคัญอีกประการในการทำอาหารที่อิ่มหมียึดถือคือ Less is more หมายถึงว่าเมื่อเราเลือกเครื่องปรุงที่มีคุณภาพดี สด สะอาดมาทำแล้ว เราไม่จำเป็นต้องปรุงหรือหมักอะไรมากเกินไป แต่ควรจะสนุกสนานกับรสชาติแท้ๆของมันให้มากกว่า ดังนั้นเคล็ดลับของจานนี้คือเนื้อปลาที่ใช้ต้องสดและดีค่ะ

โม้มายาวมาก มาเข้าสู่เครื่องปรุงและวิธีทำกันเลยดีกว่า

……………………………………………………………………………….

เครื่องปรุงข้าวมัน

  1. ข้าวหอมมะลิกลางปี 2 ถ้วย
  2. น้ำซุปไก่ 3 ถ้วย
  3. ขิงแก่ทุบ 1 แง่ง
  4. น้ำมันพืช 1 1/2 ช้อนโต๊ะ
  5. เกลือป่น และน้ำตาลเล็กน้อย

วิธีทำข้าวมันอย่างง่าย (แบบไม่ต้องนำข้าวไปผัดก่อน)

ซาวข้าวให้สะอาด เติมน้ำซุป ขิงแก่ น้ำมันพืช เกลือป่นและน้ำตาลเล็กน้อย คนให้เข้ากันและกดหุงตามปกติ เมื่อข้าวสุกแล้วให้ใช้ทัพพีไม้ตะกุยข้าวอย่างเบามือเพื่อให้ข้าวเรียงเมล็ด ปิดฝาหม้อทิ้งไว้รอตักใส่จาน

…………………………………………………………………………………..

เครื่องปรุงเครื่องปลากระพง

  1. เนื้อปลากระพงสด  6-7 ขีด ล้างน้ำเกลือและน้ำธรรมดาปิดท้าย ซับให้แห้ง นำมาหั่นชิ้นพอดีคำ
  2. สามเกลอ (กระเทียม รากผักชี พริกไทยโขลกละเอียดเข้ากัน) 2 ช้อนโต๊ะพูน
  3. คึ่นไช่ 3-4 ต้น
  4. เกลือป่นเล็กน้อย
  5. ต้นหอม ผักชี
  6. เต้าเจี้ยว  2 ช้อนโต๊ะ
  7. พริกขี้หนูสับ 1 ช้อนโต๊ะ
  8. น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ
  9. มะนาว 1 ช้อนโต๊ะ
  10. น้ำมันพืช
  11. น้ำซุปไก่
  12. ตั้งไฉ่ (แล้วแต่ชอบ ถ้าไม่ใส่ก็ไม่เป็นไร)

ข้าวมันปลา_2

วิธีทำ

  1. ตั้งน้ำมันไฟปานกลาง นำสามเกลอลงไปเจียวจนหอม ตักใส่ถ้วยพักไว้
  2. ตั้งหม้อนึงด้วยไฟปานกลางรอไว้
  3. เนื้อปลากระพงสดที่หั่นเตรียมไว้นำมาโรยเกลือและน้ำมันเจียวสามเกลอ นำไปวางบนตะแกรงนึ่งที่มีคึ่นไช่รองไว้  นึ่งประมาณ 7-8 นาที ในหม้อนึ่งที่น้ำเดือดจัด
  4. ระหว่างที่รอนึ่งก็หันมาทำซอสเต้าเจี้ยวด้วยการผสม เต้าเจี้ยว พริก มะนาวลงไปคนให้เข้ากัน
  5. เมื่อปลาสุกดีแล้วจัดเสิร์ฟด้วยการตักข้าวใส่ถ้วย โรยน้ำจิ้มเต้าเจี้ยวเล็กน้อย สามเกลอเจียว ตั้งไฉ่ วางทับด้วยเนื้อปลากระพง ต้นหอมผักชีซอย ราดน้ำซุปไก่เพิ่มเล็กน้อยเพื่อไม่ให้ข้าวแห้งเกินไปพร้อมอร่อยได้ทันทีค่ะ

ขอให้สนุกกับการทำอาหารนะคะ

ข้าวมันปลา_1

กระเพราทะเลเดือด

อิ่มหมีกลับจากบ้านต่างจังหวัดที่สมุทรสงคราม ระหว่างทางชอบแวะไปซื้ออาหารทะเลสดๆจากตลาดทะเลไทยกลับมาด้วย คราวนี้ตั้งใจอยากทำผัดกระเพราแซ่บๆ และด้วยความที่ชอบทานหอยก็เลยเน้นไปที่หอยมากหน่อย อิอิ  แต่หากเพื่อนๆชอบอาหารทะเลอื่นๆเช่นกรรเชียงปู หมึก ปลาก็สามารถนำมาผัดได้เช่นกันค่ะ  มาดูวิธีทำกันเลยนะคะ

กระเพราะทะเลเดือด1

เครื่องปรุง

  1. อาหารทะเลที่ชอบ เช่นเนื้อปู กุ้ง หอย ปลา หมึก
  2. ใบกระเพราแดง 1 กำมือ
  3. พริกขี้หนูสวน
  4. กระเทียม
  5. ซอยหอยนางรม
  6. น้ำปลา
  7. น้ำตาลทรายเล็กน้อย
  8. น้ำมันพืช
  9. น้ำเปล่าเล็กน้อย
  10. ใบมะกรูด พริกเหลืองหั่นสำหรับตกแต่ง

 

วิธีทำ

  1. เตรียมอาหารทะเลไว้ให้พร้อม หากมีหอยแมลงภู่สดให้นำหอยไปแช่ในน้ำผสมเกลือและปล่อยให้แช่ในน้ำนิ่งสักชั่วโมงนึงเพื่อให้หอยคายสิ่งสกปรกออกมาแล้วแกะเอาฝาออกด้านหนึ่ง  กุ้งแกะเปลือกและผ่าหลัง หอยนางรมและปลาสดลวกพักไว้ก่อนค่ะ

กระเพราทะเลเดือด2

  1. กระเทียมและพริกขี้หนูตำให้แหลกเข้ากัน นำไปผัดในน้ำมันพืชเล็กน้อยจนหอม
  2. ใส่ซอสหอย น้ำปลา น้ำตาลลงไป ใส่น้ำเล็กน้อยถ้าผัดไปแล้วน้ำเริ่มแห้ง หากมีน้ำพริกเผาสามารถในได้เพื่อเพิ่มความเข้มข้น ชิมรสให้ได้ตามชอบใจ
  3. นำอาหารทะเลลงไปผัดให้เข้ากัน อย่าผัดนานเกินไปเพราะจะทำให้อาหารทะเลกระด้าง เสียรสชาติค่ะ
  4. ใส่ใบกระเพรา ใบมะหรูดและพริกเหลืองเป็นลำดับสุดท้าย ผัดไวๆให้ทั่วแล้วตักเสิร์ฟ

 

รับชมคลิปทำผัดกระเพราทะเลเดือดได้เลยจ้า

 

ขอให้สนุกกับการทำอาหารนะคะ ^^

ไข่เจียวนุ่มฟูแบบไม่อมน้ำมัน By อิ่มหมี

หลังจากที่ลองผิดลองถูกกับไข่เจียวหลายแบบในที่สุดอิ่มหมีก็ขอมาลงเอยกับเจ้าไข่เจียวนุ่มฟูที่หน้าตาคล้ายๆ bun ที่แตกต่างตรงที่มันไม่อมน้ำมันและหนานุ่มมาก เมื่อตัดออกมาทานจะคล้ายๆกับเนื้อขนมปังเลยทีเดียว

ส่วนผสมแสนจะพื้นๆ แต่ถ้าจะทำได้ต้องมีเคล็ดลับที่อิ่มหมีขอแชร์แบบไม่มีกั๊ก มาดูกันเลยค่ะ

 

Moldiv_1456059836124

 

เครื่องปรุง

  1. ไข่ไก่ 4 ฟอง
  2. น้ำปลา
  3. พริกไทยเล็กน้อย
  4. เนื้อปู กุ้งสับ หรือหมูสับ
  5. น้ำมันพืช

อุปกรณ์ที่ต้องเตรียม

  1. หม้อ
  2. กระบวยใหญ่ ถ้าหาขนาดประมาณร้านก๋วยเตี๋ยวได้ยิ่งดี
  3. ตะเกียบหรือส้อม

วิธีทำ

  1. ตั้งหม้อไฟแรง เติมน้ำมันพืชลงไปให้กะว่าถ้านำกระบวยลงไปแช่น้ำมันจะต้องท่วมกระบวย ระหว่างนั้นตีไข่และส่วนผสมที่เหลือเข้าด้วยกัน ไม่ต้องตีเยอะกะแค่พอให้ผสมกันทั่วๆ
  2. พอน้ำมันร้อนจัด เทไข่ที่ตีลงในกระบวยและจุ่มกระบวยลงในน้ำมันให้มิด ใช้ตะเกียบหรือส้อมคนในกระบวยให้ไข่สุก พอไข่เริ่มเซ็ตตัวจึงหยุดคน แช่ไว้สักพักจนผิวเริ่มเกรียม ค่อยๆใช้ช้อนหรือตะเกียบแซะเบาๆให้ไข่หลุดจากกระบวย
  3. พลิกไข่อีกด้านลงทอดให้สุกและสีสม่ำเสมอทั่วถึง ตักขึ้นสะเด็ดน้ำมันและเสิร์ฟพร้อมซอสพริกศรีราชา หรือซอสพริกแดงทั่วไปก็ได้ค่ะ

Moldiv_1456059798468

ด้วยวิธีนี้จะได้ไข่หนาหนุ่ม ไม่อมน้ำมันและไม่แฟบแบนเมื้อทิ้งไว้เลยค่ะ

มีคลิปตอนทอดด้วยนะเออ ไม่รักจริงไม่อัดมาให้ดูน้าาาา

 

จัดเสิร์ฟในจานทานกับข้าวร้อนๆมันอร่อยมากจริงๆ ลองไปทำดูกันนะคะ

 

Moldiv_1456059896780

 

ขอให้สนุกกับการทำอาหารนะคะ ^^

อิ่มหมีรีวิว – Tora Tora Japanese kitchen อร่อยโครตโหมดประหยัด ^^


อิ่มหมีเป็นคนชอบทานข้าวแกงกะหรี่ญี่ปุ่นมากๆแต่ข้าวแกงกะหรี่ที่ถูกใจอิ่มหมีมีน้อยร้านมากๆ และมักจะเป็นเจ้าไม่ดังเสียด้วย เพื่อนๆคงผ่านตามาในโพสท์ที่เพจ fb มาบ้างแล้ว

และร้านที่อิ่มหมีกำลังจะแนะนำ ก็เป็นอีกร้านที่ข้าวแกงกะหรี่อร่อยเอามากๆค่ะ เลยอยากแนะนำให้เพื่อนๆ มาลองทานกันนั่นก็คือร้าน Tora tora japanese kitchen นั่นเองงง

Tora Tora

ร้านนี้ตั้งอยู่ในซอยประดิพัทธ์ 6 ค่อนข้างจะหลืบเล็กน้อย (ถ้าเพื่อนอิ่มหมีไม่ชวนมาทานด้วยก็คงไม่ได้มาค่ะ555 ไกลจากบ้านหนูมากๆ) แต่มาง่ายค่ะแค่เลี้ยวซ้ายเข้าถนนประดิพัทธ์จากแยกสะพานควายตรงไปแล้วเลี้ยวเข้าซอย 6 ก็จะเห็นป้ายร้านอยู่ด้านขวาทันทีค่ะ

Map

ร้านนี้ไม่มีที่จอดรถ แต่เราสามารถหาที่จอดริมรั้วบ้านได้ไม่ยากค่ะ จริงๆแล้วลูกค้าหลักๆของร้านจะเป็นผู้อยู่อาศัยคอนโดใกล้ๆที่มักจะเดินมาเอง ที่จอดรถในซอยจึงเหลือเฟือ

Tora Tora

Tora Tora

เข้ามาในร้านก็จะพบการตกแต่งเรียบง่าย มี terrarium น่ารักๆแขวนอยู่ด้วย^^ ตัวร้านสะอาด อิ่มหมีสัมผัสได้ว่าไม่มีฝุ่น (ถ้ามีอิ่มหมีจะเริ่มออกอาการหอบ ^^ เพราะว่าแพ้ค่ะ)

Tora Tora

อาร์ทเวิคเท่ๆ

มาเริ่มที่เมนูแรกกันก่อนนะคะ “ ราเมนซุปกระดูกหมูซอสมายุ” ที่ประกอบด้วยน้ำซุปกระดูกเข้มข้น เส้นราเมนสดที่ลวกแบบ al dente คือลวกยังไม่สุกดี มีความหนุบอยู่ตรงกลางเส้นทำให้เคี้ยวสนุกขึ้น(เทคนิคนี้ก็พบในร้านก๋วยเตี๋ยวที่อร่อยๆบ้างร้านเช่นกันค่ะ แม้แต่ร้านลาบบางร้านที่เส้นมาม่าอร่อยก็ลวกแบบนี้ค่ะ) หมูสามชั้นตุ๋น ราดซอสมายุที่ทำจากกระเทียมผัดจนไหม้ซึ่งให้รสชาติที่ขมนิดๆแต่หอมเป็นเอกลักษณ์กับราเมนถ้วยนี้ค่ะ

Tora Tora

เมนูที่สองที่เราสั่งมายังคงคล้ายกับอันแรกค่ะ เป็นอุด้งแห้ง หน้าหมูสามชั้นตุ๋นราดซอสมายุเช่นเดียวกัน จริงๆหมูตุ๋นร้านนี้อร่อยมากนะคะ ให้มาชิ้นค่อนข้างหนาไขมันถูกต้มจนละลายลงน้ำซุปหมดแล้วเหลือแต่เจลาตินละลายในปาก ใช่ค่ะน้ำซุปราเมนจานแรกนั่นแหละฮ่าๆๆอ้วนเต็มๆ

Tora Tora

10

สุดท้ายสำหรับจานหลักที่ขาดไม่ได้คือ แกงกะหรี่หน้าเนื้อ เริ่มจากตัวเนื้อแกงที่ไม่ได้ thick มากนักและไม่มันเลย สังเกตจากเมื่อทานเสร็จแกงเย็นแล้ว ไม่มีคราบไขมันเกาะที่ผิวเหมือนของเจ้าหลักค่ะ สอบถามได้ความว่าใช้น้ำสต๊อกผักค่ะ จึงน่าจะเหมาะกับสาวๆที่ดูแลหุ่นอยู่ แต่อยากทานแกงกะหรี่ ที่นี่น่าจะเป็นทางเลือกที่ลงตัวค่ะ

Tora Tora

ตัวแกงเมื่อเป็นเบสผักแล้ว แน่นอนว่ารสชาติอร่อยผิดไปจากร้านทั่วไปแน่นอน มันมีความหอมมีรสอูมามิที่เกิดจากน้ำสต๊อกผักที่ดี อิ่มหมีชอบเอามากๆและคิดว่าน่าจะเป็นแกงกะหรี่ที่ลำดับต้นๆในกรุงเทพเลยทีเดียวค่ะ ส่วนตัวหน้าที่อิ่มหมีเลือกเป็นหน้าเนื้อ US ที่นุ่มดีค่ะ ซึ่งเพื่อนๆสามารถเลือกหน้าอื่นได้เช่นไก่คาราเกะก็ได้ค่ะ น่าจะเข้ากัน

มารอบนี้อิ่มหมีสั่งของทานเล่นมาแชร์สองอย่างค่ะ เป็นมันฝรั่งทอด กับไก่คาราเกะ

Tora Tora

ตัวไก่คาราเกะทุกชิ้นในจานเป็นส่วนสะโพก ทำให้ไก่ไม่แห้งผากแบบที่เคยกิน อิ่มหมีได้กลิ่นกระเทียมสับกับขิง ที่น่าจะคลุกลงไประหว่างหมัก รสชาติดีค่ะ ทอดได้พอดีไม่แข็งไปด้วย เป็นอีกเมนูที่คิดว่าไม่ควรพลาดค่ะ

Tora Tora

——————————————

สรุป อาหารรสชาติคุณภาพเกินราคา

ราคาต่อคุณภาพ- อิ่มหมีเช็คบิลออกมาแล้วพบว่าราคาหารต่อหัวไม่แพงเลย ประมาณ 200 บาทนิดๆต่อหัวค่ะ ซึ่งถ้าเทียบกับคุณภาพแล้ว อิ่มหมีเชื่อว่าจะหาทานที่รสชาติดีขนาดนี้ในราคานี้ยากเอามากๆ (แอบคิดว่าร้านตั้งราคาถูกไปด้วยซ้ำ) บางเมนู รสชาติซับซ้อนเกินราคาไปไกลค่ะ ถ้าได้ทำเลดีดี เผลอๆคูณ 2 เข้าไปเลยยังไหว ^^

ที่ตั้ง – อยู่ในซอยลึกไปนิดนึง ซึ่งถ้าคนรู้จักเยอะๆดังขึ้นมาเผลอๆจะหาที่จอดยากเอา แต่ถ้ารีบไปตอนนี้ยังไม่มีปัญหาค่ะ

การรออาหาร – เท่าที่สังเกตดูจากอาหาร ดูเหมือนอาหารประเภททอดของที่นี้ จะเน้นทอดสดๆ ใหม่ๆ ค่ะ ดังนั้นหากมีลูกค้าเยอะ อาจจะทำให้ล่าช้าได้ แต่แน่นอนว่าอร่อยกว่าทำทิ้งใว้ ของอร่อยต้องรอนิดนึงเนอะ ^^

Tora Tora

เพื่อนๆ สามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่

https://www.facebook.com/ToratoraJapanesekitchen นะคะ

Egg Drop Soup

egg drop soup

มาทำ Egg Drop Soup แบบมืออาชีพกันเถอะ

วันนี้อิ่มหมีทานอาหารนอกบ้านมาบ้างแล้วแต่เกิดอาการอยากทานซุปอุ่นๆสบายท้องสักหน่อยเลยปรุงเจ้า egg drop soup ขึ้นมา จริงๆแล้วมันก็คือซุปไข่เนี่ยแหละค่ะ แต่ถ้าได้เห็นหน้าตาไข่ที่เป็นริ้วๆคล้ายริบบิ้นสวยงามยังไงอิ่มหมีก็คิดว่าชื่อซุปในภาษาอังกฤษนี้ตรงตัวเห็นภาพชัดเจนที่สุดแล้ว แอบเสียดายนิดหน่อยที่วันนี้ไม่ได้ใช้กล้องดีๆถ่ายรูปออกมาเลยไม่ชัดเท่าไหร่

เจ้าซุปนี้ทำไม่ยากเพียงแค่เรารู้เทคนิคในการปรุงเล็กๆน้อยๆเท่านั้นเองก็สามารถทำซุปหน้าตาเหมือนมืออาชีพทำได้แล้ว เริ่มจากตีไข่ไก่สองฟองให้เข้ากันมากที่สุดตั้งรอไว้ก่อน จากนั้นเตรียมหม้อมาหนึ่งใบใส่น้ำซุปไก่ลงไป 2ถ้วย เน้นว่าต้องเป็นน้ำอุณหภูมิห้องเท่านั้น ห้ามใช้น้ำร้อนเด็ดขาด ถ้าไม่มีซุปไก่สามารถอนุโลมให้ใช้ซุปผงได้ ตามด้วยแป้งข้าวโพด 2 ช้อนโต๊ะ และผงกระเทียมสักเล็กน้อย(ไม่มีก็ไม่เป็นไร) คนให้ส่วนผสมละลายทั้งหมด แอบชิมรสให้ได้ตามชอบ จากนั้นนำขึ้นตั้งเตาด้วยไฟปานกลางโดยต้องคนตลอดเวลาจนซุปเดือดข้นและใสให้ปิดไฟและยกลงจากเตาทันที ขั้นตอนต่อไปนี่คือสำคัญ ซุปจะสวยหรือไม่อยู่ที่ขั้นตอนนี้เอง ให้เราใช้ส้อมหรือถ้ามีตะกร้อมือยิ่งดีใหญ่คนน้ำซุปที่ร้อนไปในทางเดียวกันและใช้อีกมือค่อยๆเทไข่ลงเป็นเส้นยาวๆลงไปในซุปร้อนๆจนหมดแล้วหยุดคน รอให้ไข่เซ็ตตัวดีเป็นอันเสร็จพิธีค่ะ หากเพื่อนๆมีเนื้อปูอัด หรือเนื้อปูสามารถใส่ลงไปได้เพื่อเพิ่มรสชาติให้กับซุป ตักใส่ชาม โรยพริกไทยดำ น้ำมันงาและต้นหอมซอย เพียงเท่านี้ก็จะได้ Egg drop soup หน้าตาดีๆไว้ทานแล้วค่ะ

แบคแพค ฝรั่งเศส-สวิส-อิตาลี 2014 ตอนที่ 3/15

ตอนที่ 3/15 ปารีส

วันนี้เป็นวันที่สามในปารีส เราตื่นแต่เช้าเพื่อไปเดินเล่นสำรวจร้านรวงบนเนินเขาย่านมงมาร์ต

OLYMPUS DIGITAL CAMERA
ย่านมงมาร์ต

ซึ่งเป็นที่ตั้งของโบสถ์บาสิลิก ดูซาเครเกอร์ (Basilique de Sacre’ Coeur)หรือที่คนไทยเรามักจะเรียกว่าโบสถ์ขาว

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

ระหว่างทางขึ้นเขามีร่องรอยขวดแก้วบรรจุเหล้าเบียร์แตกและมีกลิ่นปัสสาวะตลอดทางน่าจะเป็นผลมาจากปาร์ตี้ของกลุ่มวัยรุ่นในคืนก่อนและกำลังมีเจ้าหน้าที่ทำความสะอาดกันขนานใหญ่ บริเวณโดยรอบยามค่ำคืนของที่นี่จะกลายร่างเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ครึกครื้น เต็มไปด้วยร้านอาหารและที่พบปะสังสรรค์ ส่วนตัวคิดว่าอาจไม่ปลอดภัยมากพอสำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางคนเดียวมาที่นี่ยามค่ำคืนเพราะมีกลุ่มมิจฉาชีพแฝงตัวอยู่มากพอสมควรจากที่เจอกับตัวเองตอนที่ย้อนกลับไปเดินเล่นอีกครั้งในตอนค่ำ แต่ก็นับว่าเป็นจุดที่ดีจุดหนึ่งสำหรับคนที่อยากเก็บภาพปารีสจากมุมสูงของเมือง

OLYMPUS DIGITAL CAMERA
ปารีสจากเนินเขามงต์มาร์ต

พอสายๆเรานั่งรถไฟ เพื่อไปพิพิธภัณฑ์ออร์แซ (Musée d’Orsay) และรับประทานมื้อสายในห้องอาหารชั้นบนของพิพิธภัณฑ์ซึ่งตกแต่งอย่างสวยงาม

OLYMPUS DIGITAL CAMERA
OLYMPUS DIGITAL CAMERA

เพดานของห้องเป็นภาพเขียนสวยงาม

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

บรรยากาศภายใน

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

บนโต๊ะอาหารที่ฝรั่งเศสหรือหลายประเทศในยุโรปจะมีขนมปังแบบนี้อยู่บนโต๊ะเสมอ

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

อาหารมาเสิร์ฟ

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

ปลาทอดและมันฝรั่ง

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

 

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

ที่นี่เป็นที่จัดแสดงงานศิลปะแบบอิมเพรสชั่นนิสม์ และมีผลงานของวินเซนท์ แวนโก๊ะ บางส่วนถูกจัดแสดงไว้ที่นี่ทำให้รู้สึกตื่นเต้นเป็นพิเศษเพราะเป็นศิลปินในดวงใจคนหนึ่งเลยทีเดียว นอกจากนี้ยังมีผลศิลปินท่านอื่นที่มีชื่อเสียงมากมาย เช่น โกแก็ง โมเนต์ เลอนัวร์ เป็นต้น

เดิมทีสถานที่แห่งนี้เป็นสถานีรถไฟแต่เลิกใช้ไปเนื่องจากชานชาลาไม่สามารถรับรองผู้โดยสารจำนวนมากได้ ต่อมาได้มีการพัฒนาให้เป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะซึ่งแตกต่างจากลูฟวร์ที่ใช้จัดแสดงงานศิลปะยุคเก่าและปงปิดูที่ใช้แสดงศิลปะสมัยใหม่

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

หลายๆคนอาจสงสัยว่าศิลปะแบบอิมเพรสชั่นนิสม์ (Impressionism) มันคืออะไร ถ้าให้เข้าใจง่ายๆก็คือการวาดภาพที่ไม่ได้เน้นความเหมือนจริงแต่จะวาดเพื่อสื่อถึงอารมณ์ ณ เวลานั้น เช่น หากวาดรูปงานปาร์ตี้ในสวนและศิลปินรู้สึกถึงความรื่นเริงสดชื่นของหมู่คนที่มาปาร์ตี้ในเวลานั้น ก็อาจให้สีที่ดูแล้วสดชื่นสดใสและภาพอาจจะไม่ได้ชัดเจนเป็นหน้าคนที่มาในงานนั้นจริงๆ แต่อาจเป็นภาพเบลอๆฟุ้งๆเป็นบรรยากาศในสวนโดยรวมๆ เป็นต้น

ผลงานของแวนโก๊ะวาดภาพ potrait ของตัวเอง จัดแสดงใน Musee d’Orsay (ภาพจากอินเตอร์เน็ต)

Musee_dOrsay_111_van_Gogh_Self-Portrait_2008
พูดตรงๆว่าตัวเองก่อนหน้านี้ก็ไม่ได้มีความสนใจเรื่องศิลปะเท่าไหร่นัก เคยถามคุณสามีเหมือนกันว่าเคยเห็นรูปภาพบางรูปที่มีชื่อเสียงก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันสวยเป็นพิเศษ เช่น รูปโมน่าลิซ่าที่เป็นผู้หญิงครึ่งยิ้มครึ่งบึ้งสีทึมๆของลีโอนาร์โดดาวินชี หรือรูปแกะสลักหินรูปเทพีหรือเดวิดที่ไม่ใส่เสื้อผ้าอะไรเลย จนได้คำตอบจากสามีว่าภาพบางภาพถ้าได้ไปดูใกล้ๆเราจะเห็นความพิเศษของฝีแปรงของศิลปิน บางภาพมันมีประวัติความเป็นมาที่สำคัญอยู่เบื้องหลัง บางภาพมีการริเริ่มการให้สีและแสงเทคนิคใหม่ๆในยุคนั้นเช่นแสงอาทิตย์เป็นลำลอดลงมา หรือแสงเงาจากเทียนไข หรือถ้าเป็นงานแกะสลักหินแล้วศิลปินก็มีความสามารถมากที่สามารถแกะหินให้ดูพลิ้วไหวชายผ้าของเทพียับเหมือนเป็นผ้าจริงๆ หรือแกะสลักรายละเอียดถึงมัดกล้ามเนื้อและเส้นเลือดกันเลยทีเดียว

ภาพโดย Pierre-Auguste Renoir แสดงให้เห็นลำแสงที่ลอดกิ่งและใบไม้มากระทบคน จัดแสดงใน Musee d’Orsay (ภาพจากอินเตอร์เน็ต)

Renoir_Musee-dOrsay

วกกลับมาเรื่องแวนโก๊ะอีกสักนิด ผลงานของแวนโก๊ะมีความโดดเด่นในเรื่องการใช้ฝีแปรงที่หนาจนแม้ไม่อาจได้เป็นเห็นผลงานจริงด้วยตาดูแค่จากภาพถ่ายก็ยังเห็นเทคนิคการใช้ฝีแปรงที่พิเศษ ให้สีสันที่น่าสนใจ และส่วนตัวรู้สึกว่ามันสามารถถ่ายทอดอารมณ์ออกมาได้ดีเยี่ยม

Starry Night Over the Rhone Arles โดยแวนโก๊ะ ใน Musee d’Orsay (ภาพจากอินเตอร์เน็ต)

Van_Gogh_Starry_Night_Over_the_Rhone

แวนโก๊ะเป็นจิตรกรที่ไม่ได้รับการยอมรับนักในช่วงที่มีชีวิตอยู่ เขาวาดภาพหลายร้อยภาพแต่ขายได้เพียงภาพเดียวและยังต้องเผชิญกับภาวะซึมเศร้าวิตกกังวล

ชีวิตของแวนโก๊ะสดใสขึ้นเมือเขาตกหลุมรักโสเภณีคนหนึ่งและขอให้เลิกอาชีพนั้นและมาอยู่ด้วยกัน แต่แล้วก็อยู่ด้วยกันได้ไม่นานนักเพราะภรรยาของเขาไม่สามารถรับความยากจนแร้นแค้นได้และกลับไปเป็นโสเภณีดังเดิม แวนโก๊ะเสียใจมากและตัดหูข้างหนึ่งเพื่อมอบเป็นของขวัญแด่อดีตภรรยาของเขา ว่ากันว่าภาพวาดของแวนโก๊ะมีความโดดเด่นมากขึ้นหลังจากการหย่าร้างครั้งนั้น ภาพวาดที่มีชื่อเสียงภาพหนึ่งรู้จักกันในชื่อ The starry night

The Starry Night (ภาพจากอินเตอร์เน็ต)

VanGogh-starry_night_ballance1

ยังมีภาพวาดทานตะวัน ภาพวาดนายแพทย์ ภาพวาดตัวของเขาเอง และอื่นๆอีกมากมายและว่ากันว่าภาพสุดท้ายในชีวิตของเขาก็คือภาพทุ่งหญ้าที่เขาใช้จุดที่เขาวาดนั้นเป็นที่ปลิดชีวิตตัวเองด้วยกระสุนปืนในวัยเพียง 37 ปี โดยที่ไม่ทราบเลยว่าหลายปีหลังจากนั้นผลงานของเขากลับกลายเป็นผลงานที่มีอิทธิพลอย่างสูงต่อศิลปะยุคหลัง และความชื่นชมศรัทธาของคนยุคหลังที่มีต่อเขานั้นมีมากกว่าความศรัทธาที่เขามอบให้แก่ตัวเองในวาระสุดท้ายของชีวิต

ภาพวาดทุ่งหญ้า (Wheatfield with Crows) เป็นภาพสุดท้ายในชีวิตของแวนโก๊ะ อย่างไรก็ตามยังไม่มีหลักฐานยืนยันชัดเจนนัก (ภาพจากอินเตอร์เน็ต)

wheat_field_with_crows

ถัดจากการชมศิลปะแล้วเราก็เดินทางไปกันต่อที่โรงละครโอเปร่าแห่งปารีส (Opéra de Paris) ซึ่งส่วนตัวแล้วบอกได้เลยว่าอินกับที่นี่มากๆเพราะว่าได้ไปชมบรอดเวย์เรื่อง The Phantom of the Opera เมื่อครั้งมาจัดแสดงที่เมืองไทย ซึ่งเรื่องนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากโรงละครโอเปร่าแห่งนี้นี่เอง

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

เมื่อมาถึงพบว่าบรรยากาศในเรื่อง ฉาก การตกแต่งของละครเรื่องนี้มันเป็นบรรยากาศเดียวกันกับที่นี่จริงๆ

แชนเดอร์เลียที่ประดับอยู่เหนือเวที และเป็นแรงบันดาลใจสำคัญในฉากหนึ่งของ The Phantom of the Opera

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

แม้กระทั่งฉากสำคัญฉากหนึ่งในละครซึ่งเป็นตอนที่แฟนธ่อมทำให้เกิดอุบัติเหตุแชนเดอร์เลียหล่นก็เป็นแชนเดอร์เลียที่คล้ายคลึงกับใน Opera Ganier แห่งนี้มากๆ

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

ที่นั่งภายในโรงละคร

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

สำหรับใครที่อยากไปชมโรงละครแห่งนี้ขอบอกไว้ก่อนว่าไม่สามารถใช้ Paris Museuam Pass ได้นะคะ เราต้องซื้อบัตรค่าเข้าอีกทีได้ที่นั่นค่ะแต่รับรองว่าสวยงามน่าประทับใจมากจริงๆ

การตกแต่งภายในโรงละคร

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

อลังการมากจริงๆ

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

หลังจากที่เดินชมโอเปร่าแห่งนี้จนจุใจแล้ว เหลือเวลาอีกนิดหน่อยเราจึงแวะที่แองวาลิดส์ (Invalides) ซึ่งเป็นที่เก็บพระศพของจักรพรรดินโปเลียน โบนาปาร์ต (Napoleon Bonaparte) ผู้ซึ่งมีชัยชนะเกรียงไกรและปกครองดินแดนส่วนใหญ่ในยุโรป

ยอดโดมในแองวาลิดส์

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

ท่านส่งคนสนิทไปปกครองในดินแดงต่างๆทั่วยุโรป อย่างไรก็ตามในช่วงสุดท้ายของชีวิต สหราชอาณาจักรรัสเซีย ปรัสเซียและออสเตรียร่วมมือกันต่อต้านนโปเลียนและปารีสได้ถูกตีแตก พระองค์ได้เสวยยาพิษและสั่งให้นายแพทย์ถวายยาพิษขนานสุดท้ายให้พระองค์สวรรคตแต่ได้รับการปฏิเสธ พระองค์ได้ลี้ภัยไปอยู่บนเกาะแต่ภายหลังทรงห่วงพระจักรพรรดินีจึงทรงเสด็จกลับปารีสโดยมีเหล่าจอมพลและกองทัพไปคอยต้อนรับและโห่ร้องด้วยความยินดี อย่างไรก็ตามสามเดือนให้หลังทรงพ่ายแพ้ต่อการรบกับอังกฤษและปรัสเซียและถูกเนรเทศอีกครั้งพร้อมกับนายทหารที่จงรักภักดี พระองค์ทรงเขียนบันทึกและพินัยกรรมและสิ้นพระชนม์หกปีหลังจากนั้น อัฐิของพระองค์ได้ถูกนำกลับมายังฝรั่งเศสอย่างสมพระเกียรติ ถูกรักษาไว้ในโถหินสีน้ำตาลแดงอันเป็นของขวัญจากรัสเซีย ณ สุสานแองวาลิดซึ่งเป็นที่สถิตย์อยู่ของพระองค์ชั่วนิรันดร์

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

โถหินซึ่งเป็นที่่บรรจุอัฐิของจักรพรรดิ์นโปเลียน

-จบตอนที่สาม-ตอนที่ 3/15 ปารีส

ข้าวแช่ชาววัง ร้านท่านหญิง

ข้าวแช่ชาววัง

ข้าวแช่ชาววัง
อิ่มหมีชวนมาทานเมนูคลายร้อนแบบไทยๆซึ่งจะว่าไปก็ไม่ใช่ไทยแท้เสียทีเดียวเพราะเดิมทีมีที่มาจากชาวมอญที่นิยมทำในงานบุญเลี้ยงพระ ข้าวแช่ชาวมอญที่อิ่มหมีชอบทานชื่อร้านคุณแดงอยู่ที่เกาะเกร็ด ส่วนข้าวแช่เพชรบุรีที่เพื่อนๆอาจเคยได้ยินชื่อหรือได้ชิมนั้น มีที่มาจากการเสด็จแปรพระราชฐานของรัชกาลที่สี่ที่พระนครคีรีหรือที่รู้จักกันว่าเขาวัง จ.เพชรบุรี มีข้าราชการสมัยนั้นได้มาช่วยห้องเครื่องปรุงข้าวแช่ถวายและได้มีการถ่ายทอดสูตรไปสู่ประชาชนนับแต่นั้น โดยจะไม่มีพริกหยวกสอดไส้และหอมทอดเนื่องจากวิธีทำที่ค่อนข้างซับซ้อน

สำหรับข้าวแช่ชาววังนั้นมีกรรมวิธีที่พิถีพิถันค่อนข้างมาก มีสูตรเด็ดเคล็ดลับที่แตกต่างไปในแต่ละวัง สำหรับวันนี้อิ่มหมีชวนมาชิมข้าวแช่ตำรับวังศุโขทัย ณ ร้านท่านหญิงย่านสีลม ต้นตำรับโดยหม่อมเจ้าหญิงสุลัภวัลเวง วิสุทธิ ที่ปรุงถวายแด่สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี ในล้นเกล้ารัชกาลที่7 ค่ะ

ข้าวแช่ตำรับนี้เสิร์ฟบนถาดทองเหลืองพร้อมเครื่องเคียง 5 ชนิด อันได้แก่ พริกหยวกสอดไส้ หอมยัดไส้ ลูกกะปิ หมูฝอย และไชโป้วผัดไข่ โดยเฉพาะหรุ่มพันพริกหยวกสอดไส้ที่เป็นเม็ดพันเกี่ยวกันซึ่งมีลักษณะเฉพาะที่สวยงามแปลกตาแตกต่างจากตำรับอื่นอย่างยิ่ง รสชาติของลูกกะปิที่นี่ยังเป็นที่กล่าวถึงคือมีความหอมไม่คาวและอร่อยเข้มข้น รวมถึงมีเทคนิคชุบไข่ไว้หางเพื่อให้หยิบทานได้สะดวก

เมื่อมีโอกาสได้ชิมอาหารอันละเมียดละไมเช่นนี้แล้ว เราจะจ้วงๆทานเหมือนอย่างทานข้าวผัดกระเพราตอนมื้อเที่ยงข้างออฟฟิศกลางสัปดาห์เห็นทีจะไม่ได้ หากแต่ต้องใช้จินตนาการประหนึ่งนั่งอยู่บนแคร่ไม้ในวันที่อากาศร้อนท่ามกลางหมู่ข้าทาสบริวาร เอาล่ะขยับผ้าแถบให้เข้าที่ บรรจงหยิบลูกกะปิป้อนเข้าปาก ใช้ฟันขบเบาๆเพื่อลิ้มรสปลาช่อน กะปิ กระชายที่ผสมอยู่ในนั้นอย่างแช่มช้า ใช้ช้อนทองเหลืองตักข้าวแช่ป้อนตามไปค่อยๆเคี้ยวดื่มด่ำกลิ่นอบร่ำหอมเย็นของดอกชมนาด มือหนึ่งหยิบผักที่สลักเสลาอย่างวิจิตรชิ้นนั้นมาแนม เป็นอันเสร็จขั้นตอนการทานข้าวแช่ในหนึ่งคำ ก่อนที่จะชิมเครื่องเคียงชนิดอื่นตามชอบใจ ห้ามมิให้นำเครื่องเคียงมาลอยในถ้วยให้น้ำขุ่นและเสียรสเป็นอันขาด

สำหรับใครที่สนใจอยากลองชิมข้าวแช่ชาววังที่นับวันจะหาทานได้ยากมากๆสามารถตามไปทานได้ที่ร้านท่านหญิงนะคะ นอกจากข้าวแช่แล้วยังมีเมนูไทยโบราณอื่นๆอีกมากมายที่อร่อยและละเมียดละไมไม่แพ้กัน

ขอให้มีความสุขในวันหยุดสุดสัปดาห์นี้นะคะ